4 หนังผีในตำนานที่คนขวัญอ่อนห้ามดูเด็ดขาด!

คอหนังสยองขวัญประเภทผีหลอกวิญญาณหลอนเตรียมตัวกันให้พร้อม เพราะ 4 หนังผีในตำนานที่เราลิสต์ไว้ด้านล่างนี้จะทำให้คุณหลอนจนนอนไม่หลับ!

1. The Sixth Sense

หนังผีสุดคลาสสิกในตำนานจากผู้กำกับ M.Night Shyamalan ที่ดูกี่รอบก็ยังหลอน! The Six Sense เป็นเรื่องราวของ Malcolm Crowe จิตแพทย์เด็กผู้ติดอยู่กับความสำนึกผิดในใจที่ไม่สามารถช่วยคนไข้รายหนึ่งของเขาไว้ได้จนเป็นสาเหคุให้เด็กคนนั้นบุกเข้ามาทำร้ายเขาและฆ่าตัวตาย เป็นเหตุให้ Malcolm กลายเป็นคนเก็บตัวจนเกิดเป็นรอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างเขากับภรรยา แต่แล้ววันหนึ่ง Malcolm ก็ได้พบกับ Cole Sear เด็กชายผู้อ้างว่าตัวเขานั้นมี ‘สัมผัสที่ 6’ ทำให้เขาสามารถมองเห็นวิญญาณได้นั่นเอง ในตอนแรก Malcolm คิดว่า Cole มีอาการทางจิตซึ่งก่อให้เกิดภาพลวงตาจนเริ่มคิดว่าเขาคงไม่สามารถช่วยเหลือเด็กคนนี้ได้เช่นเดียวกับคนก่อนหน้า แต่เมื่อความจริงบางอย่างปรากฎก็ทำให้ Malcolm รับรู้ว่าสิ่งที่เด็กน้อยบอกกับเขานั้นคือความจริงทั้งหมด!

ระดับความตุ้งแช่: น้อยจนถึงขั้นน้อยมาก แต่หนังก็ชดเชยให้เราหลอนยิ่งกว่าซาวด์ประกอบชวนสะดุ้งด้วยซีนปรากฎตัวของวิญญาณที่มาเงียบๆแต่ทำให้เรากลัวจนตัวแข็งได้

2. The Others

จินตนาการว่าเราได้อาศัยอยู่ในคฤหาสต์หลังใหญ่ใจกลางป่าลึกที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบตลอดเวลา แค่โลเคชั่นก็ชวนขนลุกแล้วใช่มั้ยล่ะ? ในปี 1945 Grace Stewart อาศัยอยู่ในคฤหาสต์ที่ว่ากับ Anne และ Nicholas ลูกน้อย 2 คนซึ่งมีอาการแพ้แสงอย่างรุนแรงจนแทบไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้เลย Grace จึงสั่งคนรับใช้ให้คอยปิดม่านเอาไว้ตลอดเวลาซึ่งทำให้เราต้องตกอยู่ในบรรยากาศมืดๆในบ้านที่ก็น่ากลัวอยู่แล้วเข้าไปอีก เรื่องเริ่มต้นขึ้นเมื่อ Grace ได้พบกับเหตุการณ์ประหลาดๆมากมายภายในบ้านไม่ว่าจะเป็นเสียงคนเดิน เสียงกระซิบ เปียโนที่เล่นเองได้ รวมไปถึงการปรากฎตัวของ ‘คนอื่นๆ’ ตามสถานที่ต่างๆที่ทวงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของบ้านทั้งผู้หญิง ผู้ชาย คนแก่ และเด็ก นอกเหนือไปจากอาการซึมเศร้าและความเครียดที่ต้องสูญเสียสามีไปในสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว สิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้ Grace เริ่มหวาดกลัวและระแวงว่าเธอถูกตามหลอกหลอนจากผีที่สิงสถิตย์อยู่ภายในบ้าน

ระดับความตุ้งแช่: เช่นเดียวกับ The Six Sense สิ่งที่ทำให้ The Others กลายเป็นหนังผีระดับตำนานไม่ใช่ฉากตุ้งแช่เกลื่อนกลาดแต่เป็นบรรยากาศลึกลับทั้งภายในบ้านและนอกบ้านที่ดูแล้วทำให้เราแอบหลอนบ้านตัวเองไปพักใหญ่ๆเลยทีเดียว นอกจากนี้ผู้คนที่แวดล้อมตัว Grace นางเอกของเรื่องยังซ่อนความลึกลับจนทำให้เราสงสัยได้ตลอดเวลา และที่ขาดไม่ได้ก็คือตอนจบที่คนรักหนังแนว plot twist ต้องตบเข่าดังฉาดกันเลยทีเดียว!

3. The Orphanage (El Orfanato)

หนังผีสัญชาติสเปนจากปี 2007 เรื่องนี้ถือเป็นหนังสยองขวัญเรื่องโปรดที่ติดอันดับต้นๆในใจเราเลย เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งหนึ่งในประเทศสเปน สถานที่ซึ่งเด็กหญิง Laura ได้เคยอาศัยอยู่เป็นระยะเวลาสั้นๆจนกระทั่งถูกรับอุปการะไป แต่ Laura ยังคงไม่ลืมสถานที่แห่งนี้ หลายปีต่อมาเธอก็ได้เดินทางกลับมาอีกครั้งพร้อมกับ Carlos สามี และ Simon ลูกชายวัย 7 ขวบ เพื่อซื้อสถานที่แห่งนี้ซึ่งถูกปิดร้างไปนานกว่า 30 ปี โดยแพลนว่าจะเปิดให้เป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าและเด็กพิการขึ้นใหม่ ปัญหาคือตั้งแต่ครอบครัวนี้เริ่มก้าวเท้าเข้ามาอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เรื่องราวแปลกประหลาดก็เริ่มเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ Simon เริ่มบอก Laura ว่าเขาได้พบเพื่อนเป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อว่า Tomas ผู้สวมหน้ากากที่ทำจากถุงกระสอบตลอดเวลา สถานการณ์เลวร้ายลงเมื่อ Simon ดันบังเอิญไปทราบว่าเขาไม่ใช่ลูกที่แท้จริงของ Laura แล้วยังมีสถานภาพเป็นเด็กที่ติดเชื้อ HIV อีกด้วย โดยเด็กชายอ้างว่า Tomas เพื่อนในจินตนาการของเขาเป็นคนบอกว่าเขาจะต้องตายในเร็วๆนี้ วันเดียวกันนั้นเองที่ Laura ได้พบกับ Tomas เป็นครั้งแรกและ Simon ก็ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยโดยตำรวจคาดว่าเขาอาจถูกลักพาตัวไป Laura ไม่ละความพยายามในการตามหาตัวลูกชาย เธอค่อยๆสืบหาความจริงจนกระทั่งแน่ใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมในอดีตที่ถูกปกปิดเอาไว้

ระดับความตุ้งแช่: ไม่มาก แต่ให้ 5 ดาวเรื่องความหลอน บรรยากาศลึกลับน่ากลัวของตัวบ้านที่มีประวัติเป็นสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาก่อน มีวิญญาณเด็กๆโผล่มาให้ลุ้นบ่อยๆ โดย 1 ในฉากพีคที่สุดของเรื่องก็คือฉากที่ Laura พยายามติดต่อสื่อสารกับวิญญาณเด็กๆด้วยการเล่นเกมที่เธอคุ้นเคยนั่นก็คือเกมที่ชื่อว่า ‘knock on the wall’ วิธีการเล่นคือผู้เล่นจะต้องปิดตา หันหน้าเข้ากำแพง เคาะกำแพงทั้งหมด 3 ครั้งพร้อมนับเลข 1 2 3 ไปเรื่อยๆจนกว่าผู้ซ่อนคนใดคนหนึ่งจะแตะตัวเธอ! นี่คือฉากที่โคตรหลอนและชวนให้ลุ้นกันตัวโก่งแบบไม่ต้องอาศัยซาวด์ช่วยแต่อย่างใด อยากรู้ว่าจริงมั้ยต้องลองหามาดูกันแล้วล่ะ

4. The Conjuring part 1 & 2

The Conjuring เป็นหนังผีที่กำกับโดย James Wan เจ้าพ่อหนังสยองขวัญในยุคปัจจุบัน อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงของสองสามี-ภรรยา Ed และ Lorraine Warren ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งลี้ลับเหนือธรรมชาติซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งอเมริกา หลายๆเคสที่ทั้ง 2 คนเข้าไปเกี่ยวข้องก็ล้วนกลายเป็นข่าวดังชวนพิศวงทั้งสิ้น ยกตัวอย่างเช่น คดีบ้านผีสิง The Amityville ที่โด่งดังไปทั่วโลกนั่นเอง

The Conjuring ภาคแรกนั้นเป็นเคสที่เกิดขึ้นกับครอบครัว Perron ในปี 1971 เมื่อสมาชิกครอบครัวอันประกอบไปด้วยพ่อ แม่ และลูกสาวทั้งหมด 5 คนได้ย้ายเข้าไปอยู่ที่บ้านฟาร์มเก่าแก่หลังใหม่ในเมืองฮาร์ริสวิลล์ รัฐโรดไอสแลนด์ (Harrisville, Rhode Island) เหตุการณ์ประหลาดก็ได้เริ่มต้นขึ้น สมาชิกแต่ละคนของบ้านเริ่มถูกคุกคามโดยบางสิ่งบางอย่างที่หาคำอธิบายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสียงเคาะ 3 ครั้งที่ดังมาจากในกำแพงบ้าน กลิ่นเหม็นเน่าคล้ายซากศพที่โชยไปทั่วบ้าน ประตูบ้านเปิดปิดเองตามใจชอบ เด็กๆถูกกระชากขาให้ตื่นขึ้นมากลางดึก บางคนเริ่มมีอาการละเมอเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าปริศนาทุกๆคืน บางคนก็เริ่มพูดคุยกับเพื่อนในจินตนาการที่ไม่มีสมาชิกคนไหนในบ้านมองเห็น อาการหนักสุดก็คือคนเป็นแม่ที่ตื่นขึ้นมาพบรอยช้ำมากมายปรากฎบนตัวแบบไม่ทราบสาเหตุ จนกระทั่งผู้เป็นแม่ตัดสินใจเดินทางไปขอความช่วยเหลือจาก Ed และ Lauren Warren ในที่สุด ในภาคแรกนี้จะมีเรื่องราวของ ‘ตุ๊กตาผีแอนนาเบลล์ (Annabelle)’ มาเป็นไฮไลท์ในฝั่งของสองสามีภรรยาล่าผีให้เราหลอนกันเล่นๆด้วยนะ

The Conjuring 2 เนื่องจากภาคแรกประสบความสำเร็จสุดๆก็ไม่น่าแปลกที่จะมีภาค 2 ตามออกมา ซึ่งภาคนี้ James Wan ได้หยิบยกคดีบ้านผีสิงที่ได้ชื่อว่าโด่งดังที่สุดในอังกฤษมาให้เราได้รับชมกัน คดีนี้เกิดขึ้นในเมืองเอนฟิลด์ กรุงลอนดอน (Enfield, London) ปี 1977 ครอบครัว Hodgson อันประกอบไปด้วยคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวและลูกๆทั้ง 4 คน ได้ย้ายเข้ามาอาศัยในบ้านเลขที่ 284 Green Street, Brimsdown โดยเหตุการณ์แปลกๆนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อคืนหนึ่ง Margaret กับ Janet ลูกสาวคนโตและคนรองของบ้านได้เล่น Ouija board หรือกระดานผีถ้วยแก้ว หลังจากนั้นก็เริ่มเกิดเรื่องประหลาดๆไล่ตั้งแต่ Janet มักตื่นขึ้นมากลางดึกที่ชั้นล่างหน้าโซฟาตัวเก่า มีเสียงเคาะประตูห้องที่เปิดออกไปแล้วไม่เจอใคร ทีวีเปลี่ยนช่องได้เอง ข้าวของในบ้านเคลื่อนไหวได้เอง จนกระทั่งครอบครัว Hodgson ต้องย้ายหนีไปอาศัยอยู่กับเพื่อนบ้านแทน โดยเหตุการณ์หลังสุดนี้ได้ถูกลงบันทึกประจำวันโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 คนซึ่งถูกเรียกไปตรวจสอบบ้านหลังนี้ด้วยว่าพวกเขาเห็นเก้าอี้ในบ้านเคลื่อนที่ได้เองโดยไม่สามารถตรวจสอบสาเหตุได้! หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ Janet ถูกวิญญาณชายแก่ที่ชื่อว่า Bill ผู้อ้างว่าเสียชีวิตบนโซฟาที่ตั้งอยู่ชั้นล่างของบ้านเข้าสิง โดยคลิปที่โด่งดังที่สุดก็คือคลิปที่เด็กผู้หญิงอายุ 14 คนนี้พูดด้วยน้ำเสียงของชายแก่! ยิ่งดึงดูดให้นักข่าวและรายการทีวีต่างๆเริ่มเข้ามาท้าพิสูจน์ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นจริงหรือลวงโลกกันแน่ Ed และ Lauren Warren จึงถูกทางศาสนจักรส่งเข้ามาสืบคดีนี้เป็นเคสพิเศษ และถ้าไฮไลท์จากภาคแรกคือตุ๊กตาผีแอนนาเบลล์ ภาคนี้ก็มีผีแม่ชีที่โผล่มาพร้อมซาวด์ตุ้งแช่ให้เราสะดุ้งตัวลอยเช่นเดียวกัน!

ระดับความตุ้งแช่: ขึ้นชื่อว่าหนังของ James Wan เพราะฉะนั้นงานตุ้งแช่ก็ต้องมาเป็นแพ็คเกจคู่กันอยู่แล้ว ภาคแรกฉากที่หลอนที่สุดสำหรับเรา (และหลายๆคน) ก็คือการเล่นเกมที่มีชื่อว่า ‘Hide & Clap’ หรือก็คือเกมตบมือซ่อนหานั่นเอง โดยวิธีการเล่นเกมนี้ก็คือผู้หาจะต้องทำการใช้ผ้าผูกปิดตาเอาไว้เพื่อไม่ให้เห็นตำแหน่งของผู้ซ่อนได้ หลังจากที่ทุกคนหาที่ซ่อนได้แล้วผู้หาก็จะสามารถสั่งให้ผู้ซ่อนตบมือสองครั้งได้เพื่อเป็นการบอกตำแหน่งของผู้ซ่อนกลายๆ คราวนี้ลองจินตนาการดูเล่นๆว่าถ้าเราเป็นคนที่ต้องเล่นเป็นผู้หา เราตามเสียงตบมือไปเรื่อยๆ เราจับตัวผู้ซ่อนได้ ปรากฎว่าเปิดผ้าผูกตามาแล้วพื้นที่ตรงหน้าเราว่างเปล่าไม่มีใครเลยเราจะรู้สึกยังไง (วิ่งสิวะ! รออะไร) และนี่คือฉากที่เกิดขึ้นในหนังค่ะ!! จริงๆมีพีคกว่านี้แต่ตามไปดูกันเองดีกว่า ส่วนภาคสองนั้นก็ยังคงดีกรีความตุ้งแช่ไว้ได้อย่างเข้มข้นเช่นเดียวกันกับภาคแรก ออกจะมากกว่าเดิมนิดนึงด้วยซ้ำ ภาคนี้ซีนเด็ดๆที่ใครหลายคนสะดุ้งก็คือ ‘ซาตาน Valek’ ที่ปรากฎกายในร่างของผีแม่ชีชุดดำที่โผล่มาหลอนประสาท Ed กับ Lauren กันไม่หยุด และนางจะมาพร้อมหน้าขาวๆและซาวด์ดังลั่นที่เล่นเอาสะดุ้งตัวลอยได้เหมือนกัน