Manchester By The Sea เพราะเราไม่สามารถเอาชนะชีวิตตัวเองได้

Manchester by the sea เล่าเรื่องของ Lee Chandler ภารโรงในเมืองบอสตันที่พึ่งทราบข่าวการเสียชีวิตอย่างกระทันหันของพี่ชายจึงเดินทางกลับมายังเมืองแมนเชสเตอร์ บ้านเกิดของตัวเองอีกครั้งเพื่อจัดการพิธีศพ แต่เมื่อมาถึงเขากลับพบว่าพี่ชายตัวเองได้ทิ้งมรดกและสิทธิในการเลี้ยงดู Patrick หลานชายคนเดียวของเขาไว้ให้ แม้ไม่เต็มใจเท่าไหร่แต่คนเก็บตัวไม่สุงสิงกับใครอย่างเขาก็พยายามสร้างความสัมพันธ์ใหม่กับหลานชายวัยรุ่นที่ห่างเหินกันไปนาน พร้อมๆกับที่พยายามคลายปมลับดำมืดในจิตใจอันเกิดจากเหตุการณ์เลวร้ายในอดีต เหตุการณ์ที่ทั้งตัวเขาเองและชาวแมนเชสเตอร์ไม่มีวันลืมเลือน

There’s nothing left. There’s nothing there, you don’t understand.

บางครั้งเวลาก็ไม่สามารถทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้ ความเจ็บปวดบางอย่างที่เราต้องพบเจอนั้นสามารถสร้างรอยแผลลึกที่ยากเกินกว่าจะรักษาแล้วยังพัดพาตัวตนที่เคยมีความสุขของเราระเหยหายไปในแบบที่ไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้ง เราก็กลับไปเป็นคนๆเดิมไม่ได้อีกแล้ว หนังเรื่องนี้ไม่เหมือนหนังทั่วไปที่สอนให้เรารับมือกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นกับชีวิตแบบง่ายๆ แต่มันสื่อสารกับเราในทางตรงกันข้ามเลยว่า บางครั้งตัวเราก็ไม่สามารถเอาชนะปัญหาทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้หรอกนะ ฉากที่ Lee มองเห็นภาพหลอนของลูกสาวทั้งสองคนซึ่งถูกไฟคลอกตายเพราะความประมาทของเขามานั่งข้างๆแล้วถามพ่อของพวกเธอว่า ‘พ่อไม่เห็นหรอว่าหนูกำลังถูกไฟเผา’ เป็นฉากที่ทำให้เรารับรู้ได้เลยว่าคนที่ทั้งเรื่องแทบจะไม่พูดอะไรเลยนอกจากคำว่า ‘ขอโทษ’ อย่างเขายังคงจมอยู่กับความรู้สึกผิดแบบที่ไม่มีวันอภัยให้ตัวเองได้จากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ทั้งหมดที่ Lee ทำได้คืออ้าแขนยอมรับความผิดทั้งหมดแล้วปล่อยใจให้จมดิ่งอยู่ในความทุกข์แสนสาหัสด้วยความตั้งใจและเต็มใจอย่างที่สุด เหมือนกับว่าเขายังเสียใจไม่พอและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะชดใช้สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยังไงนอกจากทรมานตัวเองด้วยการเฝ้าคิดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่อาจจะไม่เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมาในทุกๆวันของชีวิต เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่เขาจะทำได้ เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขายอมมีลมหายใจอยู่ต่อสำหรับวันพรุ่งนี้

Because it’s just life. You can’t beat life.

อีกฉากหนึ่งที่เจ็บสุดในเรื่องก็คือฉากที่ลีได้รับโทรศัพท์จาก Randi ภรรยาเก่าที่เลิกรากันไปหลังเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งนั้น วินาทีที่เขารู้ว่าเธอกำลังท้องลูกของสามีใหม่มันทำให้เขาจุกจนพูดไม่ออก เมื่อใครๆในอดีตต่างก็พากันก้าวต่อไปข้างหน้าเพื่อลืมเรื่องราวที่เจ็บปวดไว้ข้างหลัง แล้วตัวเขาเองล่ะ? เขามีสิทธิที่จะก้าวต่อไปแบบนั้นได้บ้างหรือเปล่า? อีกซีนคือฉากที่เขาบังเอิญเจอกับ Randi ด้วยความบังเอิญแล้วเธอพยายามเข้ามาพูดคุยด้วยเพื่อขอโทษที่เคยพูดจารุนแรงมากมายกับเขาเอาไว้จนทำให้เธอยังคงรู้สึกผิดและเสียใจที่ทำให้เขาต้องเป็นทุกข์จนถึงวันนี้ เป็นฉากหนึ่งที่ทำให้คนดูอย่างเรารู้สึกว่าเขายังคงจดจำได้ทุกรายละเอียดและไม่เคยลืมมันเลย เขายังรัก Randi และ Randi ก็ยังรักเขาอยู่เช่นกัน แต่เขายังทำใจเดินต่อไปพร้อมกับเธอไม่ได้ เขาไม่อยากให้เธอยกโทษให้ เขาปล่อยให้ทุกคนเดินจากไปเพื่อที่จะใช้เวลาทั้งหมดในการลงโทษตัวเองให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้จนอาจตลอดทั้งชีวิตของเขาเลยก็ได้

หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เรียบง่าย ไม่มีบทสนทนาคมคาย ไม่มีฉากตื่นเต้น แต่เป็นหนังที่เต็มไปด้วยความลุ่มลึกทางด้านอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงออกผ่านภาษากายมากกว่าภาษาพูด เราว่าดูจบแล้วมันตกตะกอนความคิดได้ดีมากๆ จินตนาการว่าถ้าตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับ Lee เราจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงนะ? หรือหากคนที่เรารักต้องตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายแบบนี้เราควรจะทำอย่างไรดี? สุดท้ายมันอาจจะไม่มีคำตอบก็ได้นะ เพราะว่าสิ่งที่ก็ขึ้นก็คือชีวิตและบางทีก็อย่างที่ Lee บอกนั่นแหละ เราไม่สามารถเอาชนะชีวิตตัวเองได้