Comrades: Almost a love story หนัง (เกือบ) รักแนว bittersweet ที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล

ช่วงนี้อินจัดกับหนังฮ่องกงมากไม่รู้ทำไมเหมือนกัน จำได้ว่าเรื่องนี้เคยอยู่ในลิสต์หนังรักที่อยากดูเมื่อนานมาแล้วแถมเป็นหนังฮ่องกงด้วยเลยหยิบมาดูสักหน่อย ปรากฎว่าเวลา 1 ชั่วโมงกว่าๆที่นั่งดูทำให้เราอินจนลืมหนังรักที่ชอบหลายๆเรื่องได้หมดเลย! หนังเล่าเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ของสองตัวละครหลัก หลี่เสี่ยวจิน กับ หลี่เฉียว ชายหนุ่มและหญิงสาวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางมาแสวงหาโชคลาภและความร่ำรวยบนเกาะฮ่องกงในปี 1986 โชคชะตาพาให้คนทั้งคู่ได้มาพบกันโดยความสัมพันธ์ของพวกเขาค่อยๆพัฒนาจากคนแปลกหน้าจนกลายมาเป็นความรักในที่สุด สิ่งที่พิเศษมากๆคือความรักของพวกเขานั้นเกิดขึ้นและคงอยู่อย่างมั่นคงยาวนานตลอดระยะเวลา 10 ปี โดยที่เงื่อนไขเรื่องเวลา ระยะทาง หรือสถานะความสัมพันธ์ไม่สามารถทำลายความรู้สึกที่พวกเขามีต่อกันได้เลย

1. Right person, wrong time.


“ก็แค่คนเหงา 2 คนมาแบ่งปันความอบอุ่นให้กัน แค่นั้นเอง”

ความสัมพันธ์แบบกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของเสี่ยวจินกับหลี่เฉียวเริ่มต้นจากผลประโยชน์ต่างตอบแทน พัฒนาไปเป็นเพื่อน ยกระดับมาเป็นเพื่อนสนิท จนกลายเป็น friend with benefit กระทั่งเกิดเป็นความรักในที่สุด ทั้งๆที่เสี่ยวจินเองก็มีแฟนที่เขาตั้งใจจะแต่งงานด้วยอยู่แล้ว แต่ความเหงาที่ต้องต่อสู้กับโชคชะตาเพียงลำพังในเมืองใหญ่นี่ล่ะที่เป็นตัวยึดเกาะพวกเขาเอาไว้ด้วยกันจนเกิดเป็นความผูกพันซึ่งค่อยๆพัฒนามาเป็นความรักโดยที่พวกเขาเองก็ไม่ทันได้ตั้งตัวเช่นกัน หลี่เฉียวกับเสี่ยวจินได้ขีดเส้นบางๆกั้นขอบเขตของความสัมพันธ์นั้นเอาไว้ โดยพยายามไม่ให้ความรู้สึกที่มีต่อกันก้าวข้ามเส้นแบ่งนั้นไปได้ เสี่ยวจินยังคิดถึงแฟนสาวที่รอเขาอยู่เสมอ ส่วนหลี่เฉียวเองก็รู้ตัวดีว่าเธอมีความทะเยอทะยานเกินกว่าจะติดอยู่กับชีวิตที่แสนจะธรรมดาของเขา ความรู้สึกสับสนที่ต้องเลือกระหว่างความสุขและอุดมการณ์ที่วาดฝันไว้นั้นทำให้พวกเขาจำเป็นต้องเลือกที่จะหยุดและถอยกลับมายืนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยของตัวเอง โดยประโยคสุดท้ายที่เธอพูดกับเขาก่อนที่ทั้งสองคนจะแยกจากกันก็คือ “สหายหลี่เสี่ยวจิน ฉันมาฮ่องกงไม่ใช่เพื่อคุณ และที่คุณมาฮ่องกงก็ไม่ใช่เพื่อฉันด้วย” เธอกำลังอยู่ในช่วงที่สับสนเพราะชีวิตไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวังแล้วเธอก็กำลังตกหลุมรักผู้ชายที่ไม่ใช่คนในอุดมคติของเธอสักนิดแถมมีคู่หมั้นอยู่แล้วอีกด้วย การตัดใจทั้งๆที่ยังมีความรู้สึกดีๆให้กันแบบนี้จึงเป็นทางเลือกที่เธอคิดว่าถูกต้องที่สุดแล้วในสถานการณ์เช่นนี้

2. Right time, wrong person.

“คุณจะไม่มีวันรู้จักความสุขที่แท้จริงจนกระทั่งค้นพบรักแท้ และคุณจะไม่มีวันสัมผัสรสชาติความเจ็บปวดที่แท้จริงหากคุณไม่เคยสูญเสียมันไป”

ทั้งสองคนต้องแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตตามอุดมการณ์ที่แตกต่าง แม้จะยังรักและคิดถึงกันอยู่เสมอแต่พวกเขาก็เลือกที่จะยอมรับและก้าวต่อไปข้างหน้า จนกระทั่งวันที่ได้กลับมาพบกันอีกครั้งในงานแต่งงานของเสี่ยวจิน ในวันนี้ทั้งสองคนต่างก็ทำตามความฝันของตัวเองได้สำเร็จ เขาทำงานเก็บเงินสร้างฐานะจนได้แต่งงานอย่างที่ตั้งใจไว้ ส่วนเธอชีวิตพลิกผันกลายเป็นเมียเก็บมาเฟียแบบไม่ได้ตั้งใจแต่มันก็ทำให้เธอได้รับการอุปถัมป์จนมีฐานะและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างที่เคยฝันเอาไว้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะพยายามหลอกตัวเองให้ยินดีไปกับความสุขของอีกคนหนึ่งแต่ก็ต้องล้มเหลวทั้งคู่เมื่อต่างฝ่ายต่างก็ห้ามความรู้สึกของตัวเองไม่ได้ การพบกันในครั้งนี้ทำให้พวกเขาแน่ใจแล้วว่าความรู้สึกที่มีต่อกันมันคือความรักที่แท้จริงไม่ใช่แค่ความรู้สึกผูกพันเพราะความใกล้ชิดหรือความเหงาเท่านั้น แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อหลี่เฉียวจำเป็นต้องเลือกระหว่างอยู่ฮ่องกงต่อเพื่อใช้ชีวิตคู่ร่วมกับเสี่ยวจินผู้ชายคนเดียวที่เธอรัก หรือหนีไปอเมริกากับเฮียเป้าผู้ชายที่รักและคอยดูแลเธอเป็นอย่างดีมาโดยตลอด สุดท้ายหลี่เฉียวก็เลือกความกตัญญูโดยยอมหันหลังให้กับรักแท้ของเธอซึ่งเป็นการตัดสินใจที่นำความเจ็บปวดมาสู่ทั้งสองฝ่าย แต่เธอจะกลายเป็นคนแบบไหนกันหากเธอทิ้งให้ผู้มีพระคุณต้องใช้ชีวิตแบบไม่รู้ชะตากรรมโดยไม่มีเธอคอยอยู่เคียงข้าง สำหรับหลี่เฉียวแล้ว คนที่ใช่ในเวลาที่ผิดยังไงก็คงถือว่าไม่ใช่อยู่ดี

3. Right situation, right time, right person.

“จากวันนั้นจนถึงวันนี้ 3,650 วัน เขาและเธอรักกันตลอดมาและจะรักกันตลอดไป”

สุดท้ายโชคชะตาก็พาให้พวกเขาได้มาเจอกันอีกครั้งหนึ่งจนได้ถึงแม้ว่าเวลาจะล่วงเลยผ่านไปนานหลายปีแล้วก็ตาม เสี่ยวจินหย่ากับภรรยาและเปิดกิจการร้านอาหารเล็กๆในนิวยอร์ก ส่วนหลี่เฉียวที่เป็นอิสระจากการตายของเฮียเป้าก็ได้ประกอบอาชีพเป็นไกด์นักท่องเที่ยว ถึงจะไม่ได้เป็นอย่างที่เคยฝันไว้แต่เธอก็ดูมีความสุขกับมันมากกว่าเก่า และไม่ว่าการพบกันในครั้งนี้จะเป็นเหตุบังเอิญ เรื่องตลก หรือพรหมลิขิตก็แล้วแต่ ทั้งคู่ก็มองกันด้วยสายตาที่ทำให้เรามั่นใจมากว่าคราวนี้แหละพวกเขาจะไม่มีวันปล่อยมือจากกันไปไหนอีกแล้ว เวลาที่เหมาะสมของพวกเขามาถึงแล้วนั่นเอง สิ่งที่ดีคือหนังแสดงให้เราเห็นว่าแม้ทั้ง 2 คนจะไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันแต่พวกเขาต่างก็เลือกที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่ด้านเดียว เรายังมีพาร์ทอื่นๆให้จัดการ เรียนรู้ และออกค้นหาต่อไปเรื่อยๆ

4. Without understanding, your love is not true love.

นอกจากความรักของตัวละครเด่นอย่างเสี่ยวจินกับหลี่เฉียวแล้ว ความรักที่แม้จะเกิดขึ้นเพียงระยะเวลาเพียงสั้นๆของคุณป้าเจ้าของห้องกับวิลเลี่ยมนักแสดงหนุ่มที่เธอแสนจะคลั่งไคล้ แต่ก็เป็นรักแท้และรักเดียวในชีวิตของเธอ ความรักอันแสนพิเศษระหว่างครูสอนภาษาอังกฤษชาวต่างชาติกับหญิงสาวโสเภณีที่เป็นโรคเอดส์ หรือแม้แต่ความรักแบบผลประโยชน์ต่างตอบแทนของหลี่เฉียวกับเฮียเป้า มาเฟียฮ่องกงที่รักและดูแลเธอเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งพิเศษทุกคู่มีเหมือนกันก็คือ ‘ความเข้าใจในสถานะของอีกฝ่าย’ ในความเป็นจริงชีวิตคนเรามักเต็มไปด้วยเงื่อนไขและความปรารถนาในด้านอื่นๆที่ผูกพันตัวเราเอาไว้จนไม่สามารถเลือกทางเดินหรือทำทุกอย่างตามที่ใจต้องการได้ทั้งหมด ความรักที่อยู่บนพื้นฐานของความลลลชข้าใจซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งที่ยั่งยืนกว่าลวามรักแบบฉาบฉวยหรือความรักที่ผิดที่ผิดเวลา ซึ่งสุดท้ายต่างคนต่างก็ต้องแยกจากกันไปเพื่อเสาะแสวงหาคนที่เหมาะสมกว่าซึ่งเป็นคนที่จะมาเติมเต็มความต้องการของตัวเองให้ได้ในท้ายที่สุด

Comrades: Almost a love story หนัง (เกือบ) รักแนว bittersweet ที่สะกดคนดูให้ตกอยู่ภายใต้อารมณ์หน่วง เศร้า เหงา ซึ้งได้อย่างน่าทึ่ง ยิ่งเมื่อมารวมกับเพลงประกอบจากเติ้งลี่จวิน (เถียน มี่ มี่ ที่นอกจากจะถูกใช้เป็นชื่อหนังและเป็นเพลงที่มีความสำคัญกับตัวละครหลักแล้ว ยังโคตรได้อารมณ์โหยหาผูกพันแบบ nostalgia เข้าไปอีก ก็แม่เปิดให้เราฟังตั้งแต่เด็กจนร้องตามได้นี่นะ) กับการแสดงระดับเทพแบบ less is more ของจางมั่นอวี้และหลี่หมิง ยิ่งทำให้เรารู้สึกว่าหนังฮ่องกงเรื่องนี้มีเสน่ห์น่าประทับใจมากกว่าหนังสไตล์เดียวกันเรื่องอื่นๆที่เราเคยดูมา เมื่อถึงเวลาที่เราได้พบกับคนที่ใช่ในช่วงเวลาที่เหมาะสม สถานการณ์ที่ถูกต้อง และสำคัญที่สุดคือเขาก็คิดว่าเราคือคนที่ใช่สำหรับเขาเช่นเดียวกัน จุดเริ่มต้นของความมหัศจรรย์ที่สุดในชีวิตก็เกิดขึ้นตอนนั้นนั่นเอง