The Red Turtle เรื่องราวมหัศจรรย์ของชายหนุ่มและเต่าแดง

The Red Turtle เป็นแอนิเมชั่นผลงานร่วมทุนสร้างระหว่าง Wild Bunch และ Studio Ghibli ถ่ายทอดเรื่องราวของชายนิรนามคนหนึ่งผู้ประสบอุบัติเหตุทางทะเลจนถูกคลื่นซัดมาติดที่เกาะร้าง เขาพยายามเอาชีวิตรอดพร้อมทั้งหาหนทางหนีด้วยการต่อเรือจากไม้ไผ่เพื่อใช้ในการเดินทาง เรื่องประหลาดเกิดขึ้นเมื่อเรือของเขามักถูกสิ่งลึกลับจากใต้น้ำกระแทกให้พังจนต้องซมซานกลับมาที่เกาะร้างแห่งนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า วันหนึ่งขณะที่เขากำลังล่องเรือออกไปชายหนุ่มก็ได้ค้นพบสาเหตุที่คอยยับยั้งการเดินทางของเขามาโดยตลอด สิ่งนั้นก็คือ ‘เต่าแดง’ ตัวใหญ่ที่ปรากฎตัวให้เขาได้เห็นเป็นครั้งแรกนั่นเอง เรื่องราวมหัศจรรย์ทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นเมื่อกระดองเต่าเกิดแตกออกและชายหนุ่มได้ค้นพบร่างของหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ภายในนั้น!

Chapter 1 : Life

การปรากฎตัวของหญิงสาวคนนี้ทำให้ความคิดของเขาเปลี่ยนไป จากที่เคยต่อสู้ดิ้นรนสุดแรงเพื่อที่จะหนีไปให้พ้น กลายเป็นเริ่มทำใจยอมรับที่จะอยู่ร่วมกับมันให้ได้ ฉากที่หญิงสาวลอยกระดองเต่าออกไปในทะเลและชายหนุ่มลอยแพที่ต่อไม่เสร็จทิ้งไป เป็นซีนที่ทำให้เรารู้ว่าเธอเลือกที่จะให้อภัยจากการถูกเขาทำร้ายและยอมสละตัวตนเดิมเพื่อมาอยู่ร่วมกัน ส่วนเขาก็ต้องยอมละทิ้งความปรารถนาที่จะเอาชนะธรรมชาติเพื่อให้ได้ใช้ชีวิตร่วมกับเธอเช่นกัน

ความพยายามในการหลบหนีจากสถานการณ์ที่เราไม่ต้องการนั้นจบลงในช่วงจังหวะที่เรายอมรับความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับชีวิต เปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสเพื่อเริ่มต้นสิ่งใหม่ แล้วกำหนดเส้นทางเดินอื่นให้กับตัวเอง เราอาจมีวันแย่ๆที่น่าโมโห มีช่วงชีวิตที่แสนจะเลวร้าย แต่ประสบการณ์ทั้งหลายที่ได้พบก็ประกอบกันเป็นส่วนหนึ่งภายในตัวเรา อุปสรรคที่เกิดขึ้นอาจทำให้เราเสียโอกาสจนไม่สามารถใช้ชีวิตในแบบที่เคยวาดฝันไว้ได้อีก แต่สุดท้ายมันก็คือชีวิตที่เรามี และเราเพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้เลือกเอาเองว่าจะใช้สิ่งที่มีนั้นให้คุ้มค่าที่สุดได้อย่างไร

Chapter 2 : Love

เขาและเธอกลายเป็นคู่รักที่ใช้ชีวิตร่วมกันจนกระทั่งมีลูกชาย 1 คน เราชอบฉากที่เด็กน้อยพลัดตกลงไปในร่องเหวลึก พ่อพยายามจะลงไปช่วยลูกแต่แม่ห้ามเขาไว้ เธอปล่อยให้ลูกชายของเธอค้นหาหนทางด้วยตัวเอง ในที่สุดเด็กชายก็สามารถหาทางออกจนเจอ ซึ่งสถานที่นั้นเองที่ทำให้เขาได้พบกับเต่าทะเลสีเขียว 2 ตัวแล้วยังได้เห็นโลกใต้น้ำอันแสนมหัศจรรย์เป็นครั้งแรกอีกด้วย มันคือช่วงวัยที่ลูกเริ่มเติบโตขึ้นนั่นเอง วันหนึ่งเขาต้องเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาต่างๆในชีวิต พ่อแม่ไม่อาจคอยปกป้องหรือยื่นมือเข้าไปช่วยเขาได้ตลอดไป อีกฉากสำคัญของเรื่องที่น่าประทับใจคือฉากที่เกิดคลื่นสึนามิพัดถล่มเกาะจนพังพินาศ กวาดทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาเคยรู้จักไปจนหมดสิ้น ทั้ง 3 คนรอดชีวิตจากภัยธรรมชาติในครั้งนั้นมาได้ หลังจากเหตุการณ์สงบลงเด็กชายพบขวดเปล่าใบหนึ่งพัดมาเกยอยู่ริมชายฝั่ง ความสงสัยในสิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อนนั้นทำให้เขาตระหนักว่ายังมีสิ่งต่างๆอีกมากมายที่รอคอยให้เขาค้นพบและทำความรู้จัก มันจุดประกายความปรารถนาที่จะออกไปเห็นโลกในมุมที่แตกต่างจากจุดเล็กๆที่เขายืนอยู่ เด็กชายตัดสินใจออกเดินทางเพื่อผจญภัยไปยังโลกกว้าง เขาบอกลาพ่อกับแม่แล้วจากไปพร้อมเจ้าเต่าสีเขียว 2 ตัวนั้น (เราตีความว่ามันคือสัญลักษณ์ของธรรมชาติ ความใฝ่ฝัน ความสงสัยใคร่รู้ หรือโอกาสในชีวิต เพราะเมื่อเด็กชายค้นพบเต่าสีเขียวของเขาแล้วมันก็ไม่เคยจากเขาไปไหนอีกเลย) วันที่ลูกชายออกเดินทางเพื่อเริ่มต้นชีวิตของเขาเองนั้น พ่อกับแม่ก็ทำได้เพียงแค่ยืนมองเขาจากไปยังสถานที่ไกลแสนไกลด้วยความเข้าใจแต่ถึงอย่างนั้นก็ยังใจหายและเจ็บปวดอยู่ลึกๆ

ในชีวิตจริงของคนเราก็เหมือนกัน เด็กทุกคนล้วนมีปณิธานชีวิตเป็นของตัวเอง เมื่อเติบโตขึ้นเขาต้องใช้ความเข้มแข็งและอาศัยพลังความกล้าที่จะออกไปเผชิญหน้ากับโลกแห่งความจริงเช่นเดียวกับพ่อแม่เมื่อครั้งยังเป็นเด็กหญิงเด็กชายตัวน้อยที่เต็มไปด้วยความฝัน พ่อและแม่ทำได้เพียงแค่ให้กำลังใจและคอยสนับสนุนลูกอยู่เบื้องหลังเท่านั้น ความเป็นไปตามลำดับขั้นโดยธรรมชาติของชีวิตนี้ทำให้คนเป็นพ่อแม่อาจเกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวขึ้นมาอีกครั้งแบบช่วยไม่ได้ ความรักของเขาและเธอเป็นเพียงสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่หลังจากเรื่องราวทุกอย่างผ่านพ้นไป ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้พวกเขารักกันมากขึ้น หันกลับมาดูแลใส่ใจกันและกันมากขึ้น เติบโตไปอีกขั้นและยอมรับความจริงผ่านมุมมองชีวิตที่เผชิญร่วมกัน ความสัมพันธ์อันสวยงามนี้แม้ไม่อาจคงอยู่ตลอดไปแต่แน่นอนว่ามันได้เติมเต็มความว่างเปล่าในจิตใจ มันย้ำเตือนให้เรารู้เสมอว่าเราไม่ได้กำลังใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้เพียงลำพัง อย่างน้อยธรรมชาติก็ยังคอยดูแลโอบอุ้มเราอยู่เสมอ

Chapter 3 : Truth

เวลาผ่านเลยไป เขาและเธอก้าวเข้าสู่วัยชราและยังคงดำเนินชีวิตเช่นเดิมเหมือนที่เคยเป็นมาตลอดจนถึงวาระสุดท้ายที่ต้องลาจากโลกใบนี้ ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างเรียบง่ายและตรงไปตรงมาที่สุดจนเกือบจะไม่มีสิ่งไหนผิดเพี้ยนจากกิจวัตรประจำวันของพวกเขาเลยด้วยซ้ำ เขานอนหลับไปเหมือนทุกวันแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย เธอรับรู้ความจริงข้อนั้นด้วยความเศร้าแต่ก็ยอมรับมันโดยดี ความตายเป็นเรื่องธรรมชาติเช่นเดียวกับความโดดเดี่ยว ในแต่ละวันเมื่อหลับตาลงสิ่งที่เราเห็นมีเพียงความมืด ทุกเสียงที่เคยดังค่อยๆเงียบลงจนเหลือเพียงเสียงการทำงานของร่างกายและเสียงความคิดในหัวของตัวเอง นั่นคือช่วงเวลาที่ทำให้เราสำนึกรู้ได้อย่างชัดเจนว่าท้ายที่สุดแล้วเราก็ต้องเผชิญหน้ากับความโดดเดี่ยวเพียงลำพังอย่างแท้จริง เมื่อเขาจากไปเธอก็กลับกลายร่างเป็นเต่าแดงแล้วหวนคืนสู่ท้องทะเลอีกครั้งหนึ่ง การจากไปของเขาและการคงอยู่ของเธอบอกให้เราได้รู้ว่าไม่มีความสุขใดถาวรเช่นเดียวกับไม่มีความทุกข์ใดที่คงอยู่ไปตลอดกาล

ฉากสุดท้ายที่ผู้หญิงคืนร่างเป็นเต่าแดงทำให้เราตีความว่าเธอคือตัวแทนของธรรมชาติ ส่วนผู้ชายเป็นตัวแทนของมนุษย์ เมื่อไหร่ก็ตามที่มนุษย์พยายามต่อสู้กับธรรมชาติเขาจะพบกับความพ่ายแพ้ แต่หากมนุษย์เรียนรู้ที่จะรักธรรมชาติเขาจะค้นพบอิสรภาพที่เกิดขึ้นภายในใจของเขาเอง หากต้องการแสวงหาความจริงให้พิศดูจากธรรมชาติ เพราะธรรมชาติแท้จริงแล้วก็คือการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงนั้นถือเป็นความจริงซึ่งเป็นสิ่งนิรันดร์ในโลกนี้

Final Chapter : Silence

สิ่งที่ชอบที่สุดคือหนังเรื่องนี้ไม่มีบทพูดเลยแม้แต่ประโยคเดียว ซึ่งตัวหนังเองก็ให้อิสระเราอย่างเต็มที่ในการตีความจากอวัจนภาษา การแสดงออกทางอารมณ์ ภาพ และดนตรีประกอบกันเอาเองล้วนๆ เพราะว่า ‘คำพูด’ นั้นมักก่อให้เกิดการตีกรอบความคิดและจินตนาการจนทำให้มองข้ามแก่นแท้บางอย่างที่หนังต้องการนำเสนอไป การรับชมแอนนิเมชั่นเรื่อง The Red Turtle นี้จึงเปรียบเหมือนการนั่งพิจารณาความเคลื่อนไหวของท้องฟ้าอย่างเงียบๆเป็นเวลา 1 ชั่วโมง 20 นาที ซึ่งแน่นอนว่าประสบการณ์และแนวคิดที่แต่ละคนได้รับนั้นย่อมแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นใคร