The Help การเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นจากเสียงกระซิบ

“คุณรู้สึกยังไงที่ต้องเลี้ยงดูลูกคนผิวขาว ในขณะที่ต้องฝากให้คนอื่นคอยดูแลลูกของตัวเอง”

The Help เป็นหนัง Comedy-Drama กลิ่นอายเฟมินิสต์ที่เราชอบที่สุดอันดับ 1 ในใจ หยิบมาดูกี่ครั้งก็ไม่มีเบื่อ ความลับในบ้านที่ไม่เคยมีใครพูดถึงมาก่อนกับประเด็นการกดขี่สาวใช้ผิวดำในรัฐทางตอนใต้ของอเมริกาช่วงปี 1960 ยุคที่ดินแดนเสรีภาพแห่งนี้ยังคงมีการแบ่งแยกสีผิวจากทั้งกฎหมาย และกฎบ้านที่ออกโดยคุณนายผิวขาวทั้งหลายว่าด้วยเรื่องของ ‘ห้องน้ำ’ จุดพีคที่ทำให้เกิดความร่วมมือกันอย่างลับๆระหว่างผู้หญิงผิวขาวกับสาวใช้ผิวดำเพื่อเขียนหนังสือ The Help หนังสือที่จะบอกเล่าทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นในบ้านและครอบครัวที่พวกเธอทำงานให้ จะเจ็บปวด เลวร้าย หรือดีงามจนน่าประทับใจยังไง เราขอเล่าผ่านประเด็นของความกล้าหาญจากมุมมองของคาแรคเตอร์ผู้หญิงทั้ง 4 คน ซึ่งถือเป็นตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้เลยละกัน

Eugenia “Skeeter” Phelan: กล้าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง

“ทุกๆวันเธอไม่ได้นอนตายในหลุม สิ่งสำคัญคือเธอจะต้องตอบตัวเองให้ได้ว่า ชั้นจะเชื่อคำพูดโง่ๆที่คนพวกนั้นพูดถึงชั้นในวันนี้มั้ย? เธอเลือกเองได้”

หญิงสาววัย 23 หัวสมัยใหม่ที่พึ่งจบจากมหาวิทยาลัยและได้โอกาสเริ่มต้นอาชีพด้วยการเขียนคอลัมน์แม่บ้านในหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของเมืองแจ็คสัน รัฐมิสซิสซิปปี้ บ้านเกิด เพื่อสานฝันอาชีพนักข่าวของเธอ ในยุคสมัยที่สาวๆทุกคนมีจุดมุ่งหมายในชีวิตเพียงอย่างเดียวคือการแต่งงานเพื่อสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ยูจีเนียจึงเปรียบเสมือนแกะดำที่โดดเดี่ยว (และโดดเด่น) เพื่อนๆไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงไม่เลิกเรียนและหาผู้ชายดีๆสักคนมาแต่งงานด้วย แม่ของเธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอต้องทำงานแทนที่จะออกไปเดทให้เป็นเรื่องเป็นราว คนที่เข้าใจยูจีเนียที่สุดกลับกลายเป็นคอนสแตนติน หญิงรับใช้ผิวดำประจำบ้านที่เลี้ยงเธอมาตั้งแต่เด็ก ฉากแฟลชแบ็คหนึ่งในเรื่องแสดงให้เห็นว่าคอนสแตนตินเป็นบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลทางความคิดของยูจีเนียมากกว่าแม่แท้ๆของเธอซะอีก เมื่อยูจีเนียต้องกลับบ้านก่อนเวลาเลิกเรียนและหนีเข้าไปนั่งคนเดียวในสวนเพราะไม่มีคู่เต้นรำ พวกผู้ชายในโรงเรียนพากันล้อเลียนว่าเธอขี้เหร่ คอนสแตนตินจึงสอนให้เธอรู้จักความกล้าหาญ เข้มแข็ง และยืนหยัดเพื่อตัวเองด้วยประโยคข้างต้น นี่แหละเหตุผลที่ทำให้ยูจีเนียเป็นผู้หญิงแกร่งและกล้าพอที่จะมีฝันอื่น (นอกจากมีสามีและลูก) เดินก้าวข้ามค่านิยมทางสังคมไปแบบสวยๆ แถมไม่สนด้วยว่าใครจะนินทาเธอยังไง ยูจีเนียเริ่มเขียนหนังสือชื่อ The Help เล่าเรื่องราวลับๆที่น่าเศร้าผ่านมุมมองของแม่บ้านผิวสี ที่ถูกเจ้านายผิวขาวกดขี่สารพัด เพื่อที่ทุกคนจะได้รับรู้ว่ามันมีเรื่องราวแบบนี้เกิดขึ้นในโลกของเราด้วยนะ ถึงแม้จะถูกเทจากคนรักที่รับไม่ได้ในสิ่งที่เธอทำ เพื่อนๆพากันเลิกคบ สังคมมองว่าเธอแปลกประหลาดเพราะไม่ยอมแต่งงาน แต่ยูจีเนียก็เลือกแล้วว่าความสุขของเธออยู่ที่จุดไหน ยกให้เป็นคาแรคเตอร์สาวเฟมินิสต์ในดวงใจเราไปเลย!

Aibileen Clark: กล้าที่จะต่อสู้เพื่อความถูกต้อง


“ความกล้าหาญไม่ใช่แค่การไม่เกรงกลัว แต่เป็นการเอาชนะความกลัวและกล้าทำสิ่งในที่ถูกต้องเพื่อเพื่อนมนุษย์”

แม่บ้านผิวสีผู้คอยให้ความรู้ยูจีเนียเรื่องเคล็ดลับงานบ้านงานเรือนสำหรับงานเขียนคอลัมน์อยู่ตลอด เอบิลีนเป็นหญิงวัยกลางคนที่สูญเสียลูกชายไปจากอุบัติเหตุในโรงงาน เธอคงฆ่าตัวตายสำเร็จไปแล้วถ้ามินนี่เพื่อนสนิทไม่มาหา ทำอาหารให้ และหยิบเชือกเส้นใหญ่นั้นออกไปจากใต้เตียงของเธอ เอบิลีนทำงานบ้านและเป็นพี่เลี้ยงเด็กให้กับครอบครัวของคุณนายอลิซาเบ็ธ ซึ่งมีลูกสาวคนโตชื่อเมโมบลีย์ อลิซาเบ็ธไม่ค่อยสนใจเด็กน้อยเท่าไหร่เพราะเธออ้วน ขี้เหร่ ไม่น่ารักเหมือนเด็กทั่วๆไปซึ่งนั่นทำให้เอบิลีนยิ่งรักและเอ็นดู รวมถึงคอยสอนเมโมบลีย์ให้ท่องจำ 3 คำนี้อย่างขึ้นใจว่า “หนูใจดี หนูเฉลียวฉลาด หนูเป็นคนสำคัญ” ประโยคนี้เราได้ยินเอบิลีนพูดสอนเมโมบลีย์อยู่ตลอดทั้งเรื่อง แต่พอถึงฉากสุดท้ายมันกลับทรงพลังอย่างที่สุด T-T เพราะก่อนเอบิลีนจะจากไป เด็กน้อยถามว่าเธอจะไปเลี้ยงเด็กคนอื่นหรอ เป็นเพราะหนูไม่ดีใช่มั้ย? มันเป็นความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนผิด ไร้ค่า และไม่ใช่คนสำคัญของเด็กที่พ่อแม่ไม่เคยเอาใจใส่ เอบิลีนจึงเฝ้าตอกย้ำให้เมโมบลีย์จดจำพร 3 ข้อที่เธอให้ พรวิเศษซึ่งเปรียบเหมือนพลังที่จะช่วยให้เด็กน้อยเติบโตขึ้นอย่างเข้มแข็งและตระหนักถึงคุณค่าในตัวเอง ด้วยความอึดอัดคับแค้นใจต่อความอยุติธรรมทั้งหลายเหล่านี้ทำให้เอบิลีนตัดสินใจแอบเล่าความจริงที่เกิดขึ้นภายในบ้านของคุณนายอลิซาเบ็ธ เพื่อให้ยูจีเนียใช้เป็นข้อมูลในการเขียนหนังสือ ทั้งที่ตามจริงแล้วมันผิดกฎหมายที่คนผิวสีและคนผิวขาวจะมาพบปะพูดคุยกันในยุคสมัยนั้น ถึงแม้ว่าจะต้องเสี่ยงติดคุกหรือถูกทำร้ายจนตาย แต่เธอก็ตัดสินใจแล้วที่จะทำ เราว่าเอบิลีนเป็นผู้หญิงที่ทั้งกล้าหาญและอ่อนโยนที่สุดในเรื่องเลยล่ะ

Minny Jackson: กล้าที่จะยืนหยัดเพื่อตัวเอง

“Eat My Shit!!!”

สาวใช้ผิวดำปากจัดเพื่อนสนิทของเอบิลีน แต่ฝีมือการทำอาหารสุดยอด (โดยเฉพาะไก่ทอดและพายช็อคโกแลต) ตระกูลของมินนี่เป็นสาวรับใช้มาตลอด ซึ่งคุณสมบัติที่ตกทอดผ่านมือกันมาจากรุ่นสู่รุ่นก็คือความสามารถด้านการทำความสะอาดและการทำอาหาร มินนี่ถูกไล่ออกจากบ้านคุณนายฮิลลี่ เพราะเธอแอบใช้ห้องน้ำภายในบ้านคืนที่มีพายุใหญ่เข้าเมืองแจ็คสัน ความร้ายกาจของฮิลลี่ทำให้เธอต้องตกงานเพราะถูกใส่ความว่าเป็นแม่บ้านขี้ขโมย ถูกสามีขี้เมาทุบตีหนักขึ้นเพราะไม่มีเงินให้เขา และลูกสาวคนโตต้องลาออกจากโรงเรียนเพื่อมาทำงานเป็นแม่บ้าน หลังจากพยายามอยู่นานมินนี่ก็ได้งานที่บ้านคุณนายซีเลีย และเป็นสาวใช้ผิวสีอีกหนึ่งคนที่ถือเป็นส่วนสำคัญของหนังสือ The Help มิตรภาพระหว่างมินนี่และซีเลียเป็นอะไรที่น่ารักและซาบซึ้งมาก ฉากพายของมินนี่คือพีคที่สุดแล้ว เป็นการแก้แค้นที่โคตรจะ shit เราชอบตอนที่มินนี่ตัดสินใจทิ้งสามีของเธอแล้วพาลูกๆหนีไปอยู่ที่อื่น เราว่ามันเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญที่สุดเลยล่ะ ถึงจุดหนึ่งที่เธอหยุดหลอกตัวเอง ใช้สมองมากกว่าอารมณ์ความรู้สึก เธอพบว่าสามีของเธอเป็นแค่ผู้ชายขี้เมา เสพย์ติดความรุนแรง ที่ทั้งไร้ค่าและเห็นแก่ตัวอย่างที่สุดคนหนึ่งเท่านั้น เธอจึงตัดสินใจที่จะรักตัวเองให้มากขึ้นแล้วก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับลูกๆเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ชีวิตของเธอเองที่เธอสมควรได้รับมาตลอด

Celia Rae Foote: กล้าที่จะยอมรับความจริงและก้าวต่อไป

“พวกเขาไม่ได้เกลียดที่ไม่รู้ความจริง แต่พวกนั้นเกลียดเพราะคุณเป็นคนผิวขาวชั้นต่ำ”

สาวสวยจากชูการ์ดิธ ที่แต่งงานเข้ามาในคฤหาสหลังใหญ่ในชนบท ซีเลียเป็นผู้หญิงที่ซื่อจนออกจะดูโง่ในบางครั้ง แต่ก็มีจิตใจดีและไม่ถือตัว เธอเป็นคุณนายคนใหม่ของมินนี่และเป็นตัวละครที่เรารักที่สุดในเรื่องเลย ด้วยความเป็นสาวบ้านนอก เข้าสังคมกับหญิงสาวในเมืองไม่ได้ (จริงๆคือพวกนั้นแค่เกลียดที่เธอได้แต่งงานกับแฟนเก่าของฮิลลี่) เลยทำให้เธอถูกแอนตี้จากฮิลลี่และผู้หญิงคนอื่นๆ ซีเลียเป็นคนสำคัญที่ทำให้มินนี่เข้มแข็งขึ้น ส่วนมินนี่ก็กลายมาเป็น ‘เพื่อน’ คนสำคัญของซีเลียเช่นกัน ซีเลียเป็นตัวอย่างของการถูกเหยียดชนชั้นได้ดีทีเดียว ทำให้เราเห็นว่ามนุษย์นี่มีข้ออ้างมากมายในการยัดเยียดความเกลียดชังใส่ใครสักคนหนึ่งเสมอ ความน่ากลัวมันอยู่ตรงที่เธอไม่รู้ตัวเลยว่าเธอถูกเกลียดด้วยสาเหตุอะไร มันทำให้จิตตกและซึมเศร้าได้สุดๆ ฉากที่เธอถูกปฏิเสธการเข้าสังคมจากพวกผู้หญิงในวงไพ่บริดจ์เป็นอะไรที่เจ็บมากนะ ไม่มีอะไรแย่ไปกว่าการถูกปฏิบัติเหมือนเราเป็นคนไร้ความหมายอีกแล้ว แต่สุดท้ายซีเลียก็กล้าที่จะยอมรับว่าคนพวกนั้นไม่มีวันเป็นเพื่อนกับเธอ การยอมรับความจริงตรงนี้เป็นส่วนสำคัญในการก้าวต่อไปข้างหน้า ถึงแม้ว่าเส้นทางของซีเลียจะโดดเดี่ยวแต่มันก็เป็นทางที่เธอเลือกเอง เธอก้าวต่อไป เช่นเดียวกับยูจีเนียนั่นแหละ

เราชอบหยิบหนังเรื่องนี้มาดูเวลาที่เราอยู่เฉยๆ ไม่ใช่ไม่มีอะไรทำหรือไม่มีหนังเรื่องอื่นให้ไปดู แต่เรารักในความเป็นผู้หญิงของหนังเรื่องนี้ เราชอบการเล่าเรื่องดราม่ามากๆให้มันออกมาดูตลกได้ และชอบตัวละครเอกทั้งหลายที่แสดงความกล้าหาญที่จะ ‘ช่วยเหลือ’ คนอื่นในรูปแบบที่แตกต่างกันแม้ไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยได้ก็ตาม มันทำให้เรารู้สึกว่าทุกคนต่างถืออำนาจที่จะกำหนดโชคชะตาของตัวเองไว้ในมือตลอดเวลาอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้มันยังไงและเมื่อไหร่ก็เท่านั้น ผู้หญิงในเรื่องนี้ล้วนมีฝันที่ต่างกัน บางคนอาจยิ่งใหญ่ราวกับว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ แต่บางคนอาจเรียบง่ายจนคาดไม่ถึง แต่ไม่ว่าจะเป็นฝันใดก็ตาม ถ้าเราไม่ใช้ ‘ความกล้าหาญ’ ที่จะลงมือทำมัน วันนี้เราก็ยังคงเป็นแค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งรอคอยปาฏิหาริย์อยู่ที่เดิม โดยที่ไม่มีวันรู้เลยว่ามันจะมาถึงเมื่อไหร่