This Beautiful Fantastic แด่ผู้ที่กำลังเดินทางค้นหาเมล็ดพันธุ์ของตัวเองและหลงใหลในการมีชีวิตอยู่

เรื่องราวมหัศจรรย์ในโลกใบเล็กของ Bella Brown สาวน้อยกำพร้าผู้รักความสันโดษและมีความใฝ่ฝันอยากเป็นนักเขียนหนังสือนิทานแต่ปัจจุบันทำงานในห้องสมุด ความแปลกประหลาดของเบลล่าคือเธอเป็นคนช่างสังเกตและจดจำรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่คนอื่นมักมองข้าม เป็นโรคย้ำคิดย้ำทำที่ทำเอากว่าจะก้าวออกจากบ้านได้แต่ละครั้งต้องวิ่งกลับมาเช็คกลอนประตูเป็นสิบๆรอบ แถมยังกลัวต้นไม้ขึ้นสมองไปอีก! สิ่งเหล่านี้ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเบลล่าต้องเป๊ะ ตรงเวลา และห้ามผิดไปจากแบบแผนเดิมอยู่ตลอด จะมีก็แต่สวนหลังบ้านนี่แหละที่รกขั้นสุดจนเจ้าของบ้านเช่าต้องยื่นคำขาดให้เบลล่าจัดการกับสวนของเธอซะไม่เช่นนั้นเธอจะถูกไล่ออกจากบ้าน ทำให้อัลเฟร็ด คุณปู่จอมอันธพาล เพื่อนบ้านสูงวัยปากจัด ขี้หงุดหงิด เอาแต่ใจ แต่เป็นนักทำสวนที่เยี่ยมยอดจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาช่วยเบลล่า แลกกับการได้กินอาหารมื้ออร่อยจากเวอร์นอน อดีตพ่อครัวของเขา (ที่ย้ายหนีมาอยู่กับเบลล่าเพราะความปากร้ายของคุณปู่นี่แหละ) เบลล่ามีเวลาแค่ 2 อาทิตย์ในการเปลี่ยนกองขยะหลังบ้านให้เป็นสวนสวยด้วยศาสตร์และศิลป์ในการจัดสวนจากอดีตนักเดินทางผู้รู้จักเมล็ดพันธุ์ในโลกแทบทุกชนิดอย่างอัลเฟร็ด มิตรภาพต่างวัยที่งดงามของคู่อริทั้งสองจึงเริ่มต้นขึ้น

เวอร์นอน: “มีคนกอดคุณครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”
เบลล่า: “นานแล้ว”

เบลล่าเป็นเด็กกำพร้าที่โตมาอย่างโดดเดี่ยวด้วยนิสัยที่รักสันโดษและออกจะแปลกประหลาดต่างจากคนอื่นๆ นั่นทำให้เธอรู้จักมีความสุขในโลกใบเล็กที่เธอสร้างขึ้น แต่ในความสุขนั้นกลับเจือปนด้วยความเหงาบางๆที่เธอไม่เคยรู้ตัวมาก่อน การถูกสวมกอดจากคนแปลกหน้าในความรู้สึกแรกคือความตกใจและไม่คุ้นเคยเนื่องจากเป็นคนไม่สุงสิงกับใครอยู่แล้ว แต่ขณะต่อมามันกลับกลายเป็นความรู้สึกอบอุ่นอย่างประหลาด เป็นความอบอุ่นในแบบที่เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน บางทีโลกที่เบลล่าสร้างขึ้นอาจเป็นป้อมปราการที่เธอใช้ขังตัวเองจากคนอื่นด้วยความรู้สึกแปลกแยก แต่พอเธอเริ่มเปิดประตูให้คนอื่นเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ด้วย มันทำให้เธอได้เรียนรู้ความสุขในอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือความรัก ความห่วงใย และความเมตตา จากเวอร์นอนกับอัลเฟร็ดผู้เปรียบเสมือนครอบครัวที่แท้จริงของเธอนั่นเอง

“ท้าทายแรงโน้มถ่วงด้วยความงาม
ทำลายตรรกะด้วยอารมณ์”

บิลลี่เป็นชายหนุ่มนักประดิษฐ์ที่คอยมาค้นหาข้อมูลความรู้ที่ห้องสมุดอยู่ตลอด ทำให้เบลล่าได้เจอกับเขาทุกวัน วันหนึ่งเขาพาเธอไปดูนกยนต์ สิ่งประดิษฐ์สวยงามที่จุดประกายให้เบลล่าได้ค้นพบความสามารถในการเป็นนักเล่าเรื่อง และเป็นแรงบันดาลใจในการเขียนหนังสือนิทานของเธอจนสำเร็จ การเข้ามาของบิลลี่ทำให้เบลล่าเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองไปทีละนิด เหมือนเขาค่อยๆเข้ามาละลายพฤติกรรมความหมกมุ่นในโลกใบเล็ก ความรักทำให้เธอกล้าที่จะเปิดใจและก้าวออกจากประตูบ้าน (ที่ล็อค 3 ชั้น) เพื่อผจญภัยและค้นหาแรงบันดาลใจในโลกแห่งความเป็นจริง ถึงแม้โลกใบนี้จะไม่ได้สวยงามไปซะทุกด้าน มีทั้งมุมที่น่ากลัวและโหดร้ายแต่มันก็คือความท้าทายที่เราทุกคนพร้อมยอมเสี่ยงเพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตให้เต็มที่และคุ้มค่าที่สุด ผิดหวัง สมหวัง สูญเสีย ลาจาก หรือค้นพบซึ่งกันและกัน ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นก็ประกอบกันเป็นชีวิตของคนๆหนึ่งไม่ใช่เหรอ?

“คนทำสวนตัวจริงมีความสุขจากการเพาะเมล็ดพันธุ์หนึ่งเมล็ด แล้วได้เห็นมันกลายเป็นดอกไม้ที่เบ่งบาน มากกว่าคนรวยชื่นชมสนามหญ้าหน้าบ้านของเขา”

ประโยคที่อัลเฟร็ดบอกกับเบลล่า เราตีความว่าคนทำสวนคืออัลเฟร็ด และเมล็ดพันธุ์นั้นคือเบลล่านั่นแหละ คุณปู่มักพูดเสมอว่าการที่เบลล่าปล่อยให้สวนรกร้างจนกลายเป็นกองขยะน่ารังเกียจเท่ากับเธอกำลังทำลายความสวยงามที่โลกใบนี้สร้างขึ้นอยู่ อัลเฟร็ดจึงสอนขั้นตอนการทำสวนให้แก่เบลล่าอย่างตั้งใจ เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งเมล็ดพันธุ์ผู้แอบซ่อนตัวอยู่ใต้ดงไม้รกทึบนั้นจะได้เรียนรู้ความหมายของการมีชีวิตเพื่อเติบโตขึ้นอย่างมีความสุข เขายังสอนให้เบลล่ารู้จักพิจารณาเพื่อมองให้ลึกซึ้งถึงความสวยงามของสิ่งที่เธอทั้งเกลียดและกลัวที่สุดอย่างดอกไม้ สีสันที่เรียบง่ายและงดงามจากธรรมชาติ ชีวิตที่เธอสามารถเป็นผู้ให้กำเนิดและมีความสุขง่ายๆแค่ได้เฝ้ามองมันในทุกๆวัน