The Secret Life of Walter Mitty ชีวิตพิศวงของวอลเตอร์ มิตตี้

Walter Mitty หัวหน้าแผนกฟิล์มเนกาทีฟประจำบริษัทนิตยสาร Life ใช้ชีวิตแบบแต่งกับงานมาตลอดระยะเวลา 16 ปี เมื่อบริษัทกำลังจะเปลี่ยนโฉมเป็นออนไลน์เพื่อก้าวให้ทันโลก Walter กลับพบว่ารูปถ่ายที่ 25 จากฟิล์มสำหรับขึ้นปกนิตยสารเล่มสุดท้ายของ Sean O’Connel ช่างภาพอินดี้ผู้ลึกลับนั้นหายไป! ชายผู้ซึ่งใช้ชีวิตแสนเรียบง่าย ธรรมดา จนจัดว่าน่าเบื่อที่สุดในโลกอย่างเขาจึงจำเป็นต้องออกผจญภัยเพื่อตามหาตัวช่างภาพและรูปถ่ายใบนี้ให้ทันกำหนดวางแผงนิตยสาร Life เล่มสุดท้ายให้ได้!

เนื่องจากเราชื่นชอบ soundtrack ของหนังเรื่องนี้มากกกกที่สุดในโลก เราเลยขออาสาพาคุณเดินทางติดตามการผจญภัยของผู้ชายที่ชื่อ Walter Mitty คนนี้ผ่านเพลงประกอบต่างๆที่ถูกหยิบยกมาใส่ไว้ในแต่ละฉากสำคัญอย่างตั้งใจและมีความหมาย

Pina Colada by Jack Johnson
♪ You’re the love that I’ve looked for, come with me, and escape.

Walter เป็นพนักงานผู้อุทิศเวลาทั้งชีวิตทำงานหนักให้กับบริษัท Life เขาไม่เคยได้ ‘ไปนู่น มานี่’ หรือลาหยุดพักร้อนเหมือนคนอื่นๆ เขาทำแต่งานเพื่อหาเลี้ยงครอบครัวมาโดยตลอด และด้วยความที่วอลเตอร์ไม่เคยได้ออกผจญภัยไปที่ไหนๆเลย เขาจึงกลายเป็นชายช่างฝันผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการจนถึงขั้นเพ้อฝันหลุดออกจากวงโคจรโลก ณ ปัจจุบันไปชั่วขณะหนึ่งกันเลยทีเดียว คงเป็นเพราะในโลกแห่งจินตนาการนั้นเขาสามารถเป็นใครก็ได้ที่อยากจะเป็น ทำอะไรก็ได้ที่อยากทำ จากจุดนี้เองที่ทำให้ Walter Mitty กลายเป็นชายผู้ใช้ชีวิตอยู่บนโลกคู่ขนานระหว่างความฝันกับความเป็นจริงเกือบจะตลอดเวลา โดยในโลกแห่งความเป็นจริง Walter แอบหลงรัก Cheryl Melhoff พนักงานบัญชีคนใหม่ผู้เป็นแม่หม้ายลูกติด เขามักจินตนาการว่าตัวเองกลายเป็นคนเท่ๆคูลๆน่าสนใจเมื่ออยู่กับเธอจนแทนที่จะได้พูดคุยทำความรู้จักกันจริงๆ โอกาสนั้นดันหลุดลอยห่างไกลออกไปทุกครั้งที่เขาเริ่มล่องลอยเข้าสู่โลกแห่งจินตนาการ Pina Colada จึงเป็นเพลงที่ถูกใช้ในซีนนี้เพื่อแทนความคิดที่อยากหลีกหนีไปจากชีวิตจริงของ Walter หนังแสดงให้เราเห็นว่าถึงแม้การจินตนาการจะเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มความน่าตื่นเต้นให้กับชีวิตแต่เมื่อเราปล่อยให้มันมีอิทธิพลต่อความคิดความฝันของเรามากเกินไป ก็ส่งผลให้สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นในชีวิตจริงนั้นกลับกลายเป็นแค่จินตนาการในความฝันแทนเท่านั้น

Wake up by Arcade Fire
♪ Now that I’m older. My heart’s colder and I can see that’s a lie.

อาจเป็นด้วยความกดดันในฐานะลูกชายคนโตผู้แบกภาระหนักอึ้งในการเลี้ยงดูครอบครัวเอาไว้เต็มบ่ามาตั้งแต่อายุ 15 ที่ทำให้ Walter จำเป็นต้องเก็บซ่อนความปรารถนาส่วนตัวเอาไว้ให้มิดชิด แต่เมื่อสถานการณ์ดำเนินมาถึงจุดที่ต้องตัดสินใจ จึงเผยให้เราได้เห็นว่าแท้จริงแล้วหัวใจของเขานั้นเรียกร้องการผจญภัยอยู่เสมอ! ฉากที่เขาคว้าฟิล์มแล้ววิ่งออกจากห้องทำงาน ผ่านบริษัท เช็คอินสนามบิน จนได้ไปนั่งนิ่งๆมองวิวจากข้างบนคือฉากที่ยอดเยี่ยมมากๆฉากหนึ่งเลย ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงจากชายผู้เอาแต่ฝันว่าได้เดินทางมาเป็นชายผู้ได้ออกเดินทางจริงๆบ้าง เรื่องจริงนะที่เขาว่ากันว่ายิ่งเราเติบโตขึ้น ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านชีวิตที่โชกโชนประสบการณ์ยาวนานมากขึ้นเท่าไหร่ หัวใจเราจะยิ่งเย็นชาต่อสิ่งต่างๆมากขึ้นเท่านั้น ด้วยความผิดหวัง การสูญเสีย ความเศร้าโศรก การถูกทำร้าย คือด้านมืดของชีวิตที่ทุกคนล้วนต้องพบเจอ เราจึงเลือกที่จะตอบสนองด้วยการเฉยชาและปฏิเสธความรู้สึกอ่อนไหวที่ทำให้เราดูเหมือนคนอ่อนแอ

Don’t you want me by Bahamas ft. The Weather Station
♪ But even then I knew I’d find a much better place. Either with or without you.

Walter เดินทางมาถึง Greenland สำเร็จแล้ว! Greenland คือประเทศเล็กๆที่ล้อมรอบด้วยแผ่นน้ำแข็งและมีประชากรราว 50,000 คน ดังนั้นสิ่งที่ Walter สัมผัสหลังลงจากเครื่องก็คือเขาได้เดินทางออกจาก comfort zone มาสู่ความเวิ้งว้างอันไกลโพ้นนั่นเอง55555 เขาตรงไปที่บาร์นู้คเพื่อตามหาเบาะแสของ Sean O’Connel จนกระทั่งมีเรื่องชกต่อยกับชายขี้เมาในบาร์ แต่สุดท้ายก็ได้ความว่า Sean น่าจะออกเดินทางต่อไปที่ Iceland เรียบร้อยแล้ว จุดนี้ Walter ต้องตัดสินใจว่าจะรอเครื่องบินเที่ยวต่อไปหรือนั่งฮ.ไปกับชายขี้เมาที่ดันยังเอิญเป็นแมสเซนเจอร์ส่งพัสดุทางเฮลิคอปเตอร์ที่กำลังจะเดินทางไปไอซ์แลนด์พอดี! เราชอบไอเดียที่ Walter ได้รับแรงบันดาลใจจากจินตนาการของตัวเองซีนนี้มาก เพราะมันหมายความว่า Walter ชายผู้ปฏิเสธโลกแห่งความเป็นจริงอันแสนหดหู่ได้เริ่มเปิดใจให้กับ ‘ชีวิต’ มากยิ่งขึ้นแล้วนั่นเอง ส่วนเพลงที่ใช้ประกอบซีนในบาร์นี้อาจไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตัว Walter มากนัก แต่ก็ถือเป็นเพลงต้นเหตุที่ทำให้ชายขี้เมาเมียทิ้งที่หดหู่กับชีวิตขั้นสุดเข้ามาหาเรื่องเขาจนเป็นเหตุให้ได้พบเบาะแสของ Sean ในที่สุด ส่วนตัวชอบเวอร์ชั่นนี้ของ Bahamas กับ The Weather Station มาก รู้สึกว่าเสียงเขาแมตช์กันได้ดีแถมพอใส่มาแล้วไม่หลุดธีม คุมโทนได้ดีกับซาวด์แทร็กอื่นๆอีกด้วย

Space Oddity by David Bowie ft. Kristen Wiig
♪ Now it’s time to leave the capsule if you dare.

นับจากวินาทีที่วอลเตอร์ตัดสินใจกระโดดขึ้นเฮลิคอปเตอร์เพื่อเดินทางไป Iceland ท่ามกลางพายุ เขาก็ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป เป็น life-changing scene ที่เปลี่ยนทั้งชีวิตวอลเตอร์และคนดูอย่างเราด้วย! ยิ่งได้เพลง Space Oddity ของ David Bowie ที่มิกซ์รวมกับเสียงของเชอรีล ผู้ซึ่งเคยให้ความหมายไว้ในแง่ที่ดีว่าเพลงนี้น่ะพูดถึงเรื่องของความกล้าหาญของผู้ชายคนหนึ่งซึ่งได้ออกเดินทางผจญภัยฝ่าฟันไปในที่ที่ไม่รู้จัก ยิ่งทำให้ฉากนี้ทรงพลังจนโดนใจมนุษย์ทำงาน 9 to 5 แทบทั้งโลกแบบสุดๆ (เราแอบไปอ่านคอมเมนท์คนที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วอินสไปร์มากๆมา บางคนเล่าว่าพอดูจบเขาลาออกจากงานประจำที่ทำแล้วไปใช้ชีวิต 3 เดือนในไอซ์แลนด์! บางคนไปเที่ยวอียิปต์ซึ่งเป็น bucket list ที่อยากไปมานานมาก บางคนเดินทางข้ามทวีปไปโตเกียว หรือแม้กระทั่งเริ่มหันไปทำธุรกิจ start up ก็มีนะ บอกแล้วว่าฉากนี้อ่ะพีคจริง) Now it’s time to leave the capsule if you dare คือประโยคชาเลนจ์จากเพลงประกอบฉากที่บอกเลยว่าเข้ากับซีนนี้แบบนึกเป็นเพลงอื่นมาแทนที่ไม่ออกแล้ว แถมประโยคต่อมา and the star looks very different today นี่ก็เป็นอีกประโยคหนึ่งที่ช่วยเบิกเนตรให้แก่นักเดินทางระดับบีกินเนอร์ที่โคตรจะทัชมากๆประโยคหนึ่งเลยล่ะ!

Dirty Paws by Of Monsters And Men
♪ The dragonfly it run away but it came back with the story to say.

ในที่สุดวอลเตอร์ก็เดินทางมาถึงไอซ์แลนด์จนได้ ฮูเรรร! หลังผจญภัยฝ่าพายุมากับเฮลิคอปเตอร์ที่บังคับโดยนักบินขี้เมา กระโดดลงไปลอยคอต่อสู้กับฉลามท่ามกลางมหาสมุทรสุดแปรปรวน ติดอยู่บนเรือประมงที่ทำให้เขาได้รับเบาะแสเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Sean จากลูกเรือ จนเขาอดคิดไม่ได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ตอนนี้คือภาพฝันกลางวันตามปกติหรือมันเกิดขึ้นกับชีวิตเขาจริงๆกันแน่นะ พอถึงที่หมาย Walter ก็ไม่รอช้า รีบคว้าจักรยานแถวนั้นแล้วบึ่งไปตามหา Sean ต่ออย่างรวดเร็ว สารภาพว่าซาวด์แทร็คที่ใช้ประกอบซีนนี้ทำให้เรากลายเป็นแฟนคลับของ Of Monster and Men วงดนตรีแนว Alternative-Indie จากประเทศไอซ์แลนด์ไปเลย Ben Stiller ผู้กำกับ (ที่แสดงเป็น Walter Mitty เอง) เลือกเพลงได้ปราณีตและเข้ากับกับเนื้อเรื่องในแต่ละซีนมากๆ เนื้อเพลง Dirty Paws นี้จะเป็นเหมือนนิทานที่เล่าถึงแมลงปอตัวหนึ่งที่ได้ออกเดินทางผจญภัยไปยังโลกกว้าง จนกระทั่งวันหนึ่งแมลงปอได้บินกลับมายังถิ่นเดิมแล้วถ่ายทอดเรื่องราวที่ตัวเองได้ไปพบเจอมานั่นก็คือสงครามการต่อสู้ระหว่างนก สุนัขจิ้งจอก และผึ้งนั่นเอง ซึ่ง Walter คือแมลงปอตัวนั้นเลย และการผจญภัยของเขาก็พึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

Far Away by Junip
♪ Step in front of a runaway train. Just to feel alive again.

ไม่มีการผจญภัยไหนที่ราบรื่นไปได้ตลอด โดยเฉพาะการผจญภัยของผู้ชายที่ชื่อ Walter Mitty นี่แหละ! ฉากที่เขายอมยกเจ้าตุ๊กตายางยืดที่น้องสาวให้เป็นของขวัญวันเกิดแก่เด็กวัยรุ่นชาวไอซ์แลนด์เพื่อแลกกับสเก็ตบอร์ดและออกเดินทางสไตล์อดีตแชมป์สเก็ตบอร์ด ถือเป็นซีนเรียบง่ายที่รายล้อมไปด้วยวิวภูมิประเทศสวยอลังของไอซ์แลนด์แถมโคตรเท่! เพลง Step out บ่งบอกว่า Walter เหมือนโดนปั๊มหัวใจให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่เหมือนเช่นตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่นอายุ 16 ตอนที่พ่อของเขายังอยู่ ตอนที่เขาตัดผมทรงโมฮอกและคลั่งไคล้กีฬาสเก็ตบอร์ดสุดชีวิต การออกเดินทางด้วยใจมุ่งมั่น การได้กลับไปทำในสิ่งที่ตัวเองชอบในวัยเด็ก คือแพสชั่นที่หวนกลับมาอีกครั้งในเวลาที่เกือบจะสายเกินไปเสียแล้ว แต่ก็ตามเนื้อหาของเพลงเลย ‘Just to feel alive again’ บางทีชีวิตคนเราก็ไม่ได้ต้องการเหตุผลอะไรมากมายหรอกนะ แค่ได้ค้นหาสิ่งที่เรายังตื่นเต้นและสนุกที่จะได้ลงมือทำมัน แค่นั้นก็ทำให้ชีวิตมีความหมายขึ้นมาได้แล้วไม่ใช่เหรอ?

 

Lake Michigan by Rogue Wave
♪ You can never see yourself. Ringing all around it.

สุดท้าย Walter ก็คลาดกับ Sean จนได้ แถมยังต้องหนีหัวซุกหัวซุนจากเหตุการณ์ภูเขาไฟ Eyjafjallajökull (อ่านว่า อัยยาฟาเลโยจกุล นะทุกคน) ไปพร้อมกับเจ้าของโมเต็ลที่คุยกันไม่รู้เรื่องในรถเต่าสีแดงที่เหมือนดร็อปความเร็วไว้ที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมงให้เราได้ลุ้นกันตัวโก่งไปอีกกก Walter รอดจากเหตุการณ์นี้มาได้อย่างหวุดหวิด แต่มันก็ทำให้เขาถอดใจกับการตามหา Sean จนตัดสินใจบินกลับบ้าน แน่นอนว่าเขาถูกไล่ออกจากงาน แถมไปพบ Cheryl กับผู้ชายคนอื่นอีก แน่นอนว่าหลังจากการเดินทางอันยาวนานหรือเวลาที่เรารู้สึกหดหู่กับทุกอย่างในโลกใบนี้ สิ่งที่เราพอทำได้ก็คือการ ‘กลับบ้าน’ เพราะมันเป็นหนทางเดียวที่เรารู้จัก เป็นสถานที่เดียวที่เราคิดถึง เป็น safe zone ที่เอาไว้เตือนใจว่ายังมีคนที่เรารักรอคอยอยู่ เช่นเดียวกันกับ Walter เขากลับบ้านไปด้วยความรู้สึกหมดอาลัยตายอยากเพื่อพบกับแม่และน้องสาวจนกระทั่งได้ค้นพบความจริงว่า Sean ได้มาหาเขาที่บ้านก่อนออกเดินทาง ซึ่งที่พีคยิ่งไปกว่านั้นก็คือแม่ของเขาได้บอกเรื่องนี้กับเขาไปตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ตอนนั้น Walter อยู่ในโหมดจิตหลุด ทำให้เขาไม่ได้ฟังว่าแม่บอกอะไร!! ในขณะที่เราหลงมีความสุขอยู่กับจินตนาการในโลกแห่งความฝัน จังหวะนั้นเองที่ทำให้เราพลาดโอกาสสำคัญที่จะมีความสุขในชีวิตจริง เราว่าถึงตอนนี้ Walter ได้เรียนรู้แล้วล่ะว่าการเป็นคนช่างฝันช่างจินตนาการนั้นทำให้เขาพลาดอะไรไปบ้าง ต่างกันตรงที่คราวนี้แต่เขาเลือกที่จะไม่พลาดซ้ำสองอีกแล้ว ด้วยถ้อยคำให้กำลังใจจากแม่และความปรารถนาในใจส่วนลึกที่ยังไม่อยากยอมแพ้ Walter จึงตัดสินใจออกเดินทางไกลอีกครั้งหนึ่งไปยัง Rajqawee, Buzkashi ที่ Afghanistan ซึ่งถือว่าท้าทายที่สุดในบรรดาการผจญภัยทั้งหมดทั้งมวลที่ผ่านมา เนื่องจากที่นี่เป็นพื้นที่นอกเขตปกครองของอัฟกานิสถานจ้าาา จุดหมายปลายทางของ Walter ก็คือยอดหิมาลัยเพราะเชื่อว่า Sean อยู่ที่นั่น การเดินทางของเขาครั้งนี้ผ่านทั้งความยากลำบากของเส้นทางที่ยากลำบาก สภาวะแวดล้อมที่ทดสอบความแข็งแกร่งทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ บรรดาวอร์ลอร์ดหน้าโหดถือปืนที่คุมพื้นที่ (เค้กแม่คือไอเท็มที่ทำให้ผ่านจุดนี้ไปได้ thanks, mom!) และด้วยความเพียรพยายามทั้งหมดทั้งมวลก็ทำให้เขาได้พบกับ Sean จนได้! บทสนทนาระหว่างทั้ง 2 คนเป็นไดอะล็อกที่ประทับใจเรามาก Walter ชอบคิดว่าเขาเป็นคนตัวเล็กในองค์กร แม้ว่าเขาจะรักงานที่ทำแต่ก็คิดมาตลอดว่ามันไม่ได้เป็นงานที่มีความสำคัญอะไรนัก แต่ Sean ไม่ได้คิดอย่างนั้น เขาเห็นคุณค่าในสิ่งที่คนตัวเล็กทำเสมอนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงใส่รูปถ่ายใบที่ 25 ไว้ในกระเป๋าสตางค์ที่ให้เป็นของขวัญแก่ Walter กิมมิคของซีนนี้ก็คือสิ่งที่ Walter ตามหาแท้ที่จริงแล้วมันอยู่กับเขามาโดยตลอดนั่นแหละ แต่ด้วยความที่เขามองตัวเองเล็กเหลือเกินทำให้เขาไม่สามารถค้นพบคุณค่าที่แท้จริงของตัวเองได้

Beautiful Things Don’t Ask for Attention’ ความงามที่แท้จริงไม่เรียกร้องความสนใจ คือประโยคที่ Sean บอกกับ Walter เมื่อเขาได้เห็นเสือดาวหิมะที่ตั้งใจเดินทางมาเก็บภาพ แต่สุดท้ายกลับไม่ยอมถ่ายภาพมัน เขาแค่อยากมีเวลาชื่นชมความสวยงามของมันด้วยตาของเขาเองและเสพย์ความสุขจากช่วงเสี้ยวเวลาที่เป็นจริงนี้เท่านั้น เป็นอีกประโยคที่แอบกระตุกใจให้คิดถึงโลกแห่งความฝันในจินตนาการของ Walter ได้ดีเลยทีเดียว ความผิดหวังกับชีวิตทำให้เขาเลือกมองโลกผ่าน ‘เลนส์’ ซึ่งเป็นโลกจินตนาการที่เขาสร้างขึ้นมาเพื่อปลอมประโลมจิตใจตัวเองจากความเป็นจริงที่ขมขื่น

Don’t let it pass by Junip
♪ But don’t let it pass. Don’t get locked in. Everything starts way from within.

ทุกช่วงเวลาที่ผ่านเข้ามาขณะเดินทางคือสิ่งที่เราควรเก็บเกี่ยวไว้เป็นความทรงจำอันแสนพิเศษให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ‘don’t let it pass’ คือคียเวิร์ดสำคัญที่ทำให้เราได้เห็น happy moment ที่แสนเรียบง่ายระหว่าง Walter กับ Sean และชาวบ้านอัฟกานิสถานเล่นฟุตบอลด้วยกันจนกระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน พวกเขาสนุกสนานกันราวกับเด็กๆที่ไม่มีเรื่องยิ่งใหญ่อะไรให้ต้องกังวล เพราะความสุขแท้จริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า ณ ขณะนี้ คือช่วงเวลาที่สวยงาม ไม่ใช่ความสุขที่เป็นของเมื่อวานหรืออนาคต แต่เป็นของโมเมนต์นี้เท่านั้น

The Wolves And The Ravens by Rogue Valley
♪ How the emptiness would fill with the waves and with your song. People find where they belong or keep on.

 

ภารกิจของ Walter จบลงด้วยการเอารูปถ่ายใบที่ 25 ไปให้นิตยสารตีพิมพ์โดยไม่สนใจเลยว่ามันคือรูปอะไร เขากลายเป็นคนมั่นใจมากขึ้น จินตนาการน้อยลงจนแทบเป็นศูนย์ กล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด เริ่มมีเป้าหมายในชีวิตที่ชัดเจน เขาบอกลาหัวโขนที่สวมไว้ 16 ปีและสมัครงานใหม่โดยใส่ประวัติการผจญภัยยาวเหยียดลงไปด้วย เว็บไซต์หาคู่ไม่ใช่สิ่งจำเป็นอีกต่อไปเมื่อเขาสามารถพูดความรู้สึกที่แท้จริงที่มีต่อ Cheryl ได้แล้วมันก็ลงเอยด้วยดีซะด้วย ‘บางคนหลงใช้ชีวิตในโลกแห่งความฝัน บางคนเผชิญหน้ากับความเป็นจริง ในขณะที่บางคนเลือกเปลี่ยนความฝันนั้นให้กลายเป็นจริง’ สำหรับ Walter เขาได้เลือกแล้ว คุณล่ะเลือกที่จะเป็นคนแบบไหนกัน?

Stay Alive by José González
♪ Dawn is coming open your eyes. Look into the sun as a new days rise.

ภาพปกนิตยสาร Life เล่มสุดท้ายจากรูปถ่ายใบที่ 25 ของ Sean O’Connel ออกวางแผงจนได้ สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือรูปถ่ายใบนั้นคือภาพของ Walter Mitty ที่กำลังนั่งดูฟิล์มซึ่งเป็นงานที่เขาทำมาตลอด 16 ปีอย่างตั้งใจ พร้อมคำโปรยที่ว่า ‘ฉบับสุดท้ายอุทิศแด่คนที่สร้างมันมา’ น้ำตาไหลพรากเว่อร์กับซีนตอนจบนี้ คนตัวเล็กที่ใครๆไม่ค่อยมองเห็นความสำคัญแบบ Walter แท้ที่จริงแล้วเขาคือหัวใจหลักของงานที่ประสบความสำเร็จเลยนะ ถึงแม้ว่างานของเขาจะดูไม่ยิ่งใหญ่เหมือนแผนกอื่นๆ แต่สิ่งที่ทำให้รูปถ่ายของ Walter ได้มาปรากฎบนหน้านิตยสารเล่มสุดท้ายนี้คือหลักฐานแห่งความตั้งใจในงานที่เขาทำมาตลอด 16 ปีที่ผ่านมาต่างหากล่ะ เพลงในตอนจบที่ Ben Stiller เลือกใช้คือเพลง Stay Alive ของ José González ซึ่งถือเป็นเพลงประกอบที่เราชอบที่สุดในหนังเรื่อง The Secret Life of Walter Mitty นี้เลย หลังจากทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว บทเรียนหนึ่งที่เราได้จากการใช้ชีวิตของผู้ชายคนนี้ก็คือ ‘ชีวิตคนเราต้องก้าวต่อไป’ ไม่ว่าชีวิตเราจะต้องพบกับความเปลี่ยนแปลงอีกกี่สักครั้งหรือต้องเผชิญกับเหตุการณ์โหดร้ายเพียงไร พร้อมหรือไม่ก็ตามเราจะพบว่าเวลาชีวิตของเรานั้นเดินไปข้างหน้าอยู่เสมอ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริงไม่ได้มีแต่สิ่งสวยงาม ระหว่างการผจญภัยในเวลาชีวิตอันแสนสั้นที่เรามีนั้น เราต้องเดินทางผ่านเรื่องราวมากมายทั้ง สุข เศร้า ดี ร้าย และสิ่งที่เราต้องทำให้ได้ก็คือ ‘พยายามใช้ชีวิตอยู่ต่อไป’ ให้ดีที่สุด

 

To see the world, things dangerous to come to,
to see behind walls, draw closer, to find each other and to feel.
That’s the purpose of life.

ท้ามองโลก ดาหน้าสู่อันตราย
มองหลังกำแพง ใกล้ชิดกันกว่าเดิม
เพื่อค้นพบซึ่งกันและกัน
นั่นคือวัตถุประสงค์ของชีวิต