Into the Wild อิสรภาพและความเรียบง่ายที่งดงามมันดีจนปฏิเสธไม่ลง

หนังเรื่อง Into the Wild สร้างมาจากเรื่องจริงของชายคนหนึ่งที่ชื่อ Christopher McCandless ว่าด้วยการออกเดินทางเพื่อค้นหาความฝันโดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ Alaska ดินแดนทางตอนเหนือของอเมริกา หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัย คริสโตเฟอร์ตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองจากเด็กหนุ่มอนาคตไกลมาเป็นนักผจญภัยตัวจริงที่ไม่มีแม้แต่เงิน บัตรประชาชน และเอกสารต่างๆที่ใช้ระบุตัวตนตามกฎหมาย เขาเนรเทศตัวเองออกจากระบบสังคมในโลกวัตถุนิยมที่เขาแสนเกลียด สิ่งของติดตัวเพียงไม่กี่อย่างที่เขาตัดสินใจพกติดตัวไปด้วยมีเพียงเสื้อผ้าและหนังสือที่จะช่วยให้เขาอยู่รอดในป่าได้เท่านั้น คริสเปลี่ยนชื่อเป็น Alexander Supertramp ออกจากบ้าน ตัดขาดครอบครัวและทุกคนที่เขารู้จัก เดินทางไปเรื่อยๆและใช้ชีวิตท่ามกลางธรรมชาติเพื่อพิสูจน์ว่าความสัมพันธ์ที่งดงามแท้จริงของมนุษย์ไม่ใช่ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง แต่เป็นจิตวิญญาณที่ผูกพันลึกซึ้งระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติต่างหาก

ครอบครัว

“คนบางคนก็คิดว่าเค้าไม่สมควรได้รับความรัก เค้าเลยเลือกที่จะเดินจากไปเงียบๆ สู่ความว่างเปล่า”

คริสโตเฟอร์มีปมจากปัญหาภายในครอบครัว พ่อกับแม่ที่ทะเลาะกันมาตลอดจนถึงขั้นใช้ความรุนแรงต่อหน้าเขาและน้องสาวเป็นภาพที่เห็นจนชินตา แต่จุดแตกหักในความสัมพันธ์ที่ทำให้เขาไม่สามารถให้อภัยพ่อกับแม่ได้เลยคือการได้บังเอิญรู้ความจริงว่าแม่มีสถานะเป็นภรรยาน้อย เขากับน้องสาวจึงกลายเป็นลูกนอกสมรสไปโดยปริยาย จุดนี้แหละที่ทำให้เขารู้สึกโกรธ เกลียด เพราะถูกหักหลังจากคนที่ไว้ใจและรักที่สุด มันเลยกลายเป็นแรงผลักดันให้เขาตัดขาดความสัมพันธ์กับผู้คนเพื่อที่จะป้องกันและปิดกั้นความเจ็บปวดที่อาจเกิดขึ้นในทางใดทางหนึ่ง มีประโยคหนึ่งที่เขาถามเวย์น หัวหน้าเจ้าของไร่ข้าวที่ไปทำงานด้วยว่า “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมคนเราต้องเกลียดกัน ต้องทำเรื่องเลวร้ายใส่กัน ตัดสิน บงการชีวิตสารพัด แย่ที่สุด” มันแสดงถึงประสบการณ์ในความสัมพันธ์อันเลวร้ายที่เขามี ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการคิดทั้งหมด จนสุดท้ายหลังจากรับปริญญาซึ่งถือเป็นการหมดภาระผูกพันกับพ่อแม่แล้ว เขาจึงเลือกที่จะทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต แล้วเริ่มต้นออกเดินทางสู่อิสรภาพไปตามเส้นทางที่เขาเลือกเองในที่สุด

ความสัมพันธ์

“แต่คุณคิดผิดถ้าคิดว่าความสุขของชีวิตส่วนใหญ่มาจากความสัมพันธ์ของมนุษย์ พระเจ้าวางมันไว้ทุกที่รอบตัวเรา ในทุกที่ ที่เราสัมผัสได้ เพียงแค่คนเราลองเปลี่ยนมุมมองชีวิตซะใหม่”

ตลอดการเดินทางเขาได้พานพบผู้คนมากมาย ทั้งคู่นักเดินทางฮิปปี้ที่อาศัยในรถบ้าน คู่รักเพี้ยนๆที่เขาเจอโดยบังเอิญตอนล่องเรือข้ามเม็กซิโก เวยน์ เจ้าของไร่ข้าวที่เขาไปทำงานแลกค่าจ้าง เทรซี่ เด็กสาวนักดนตรีอายุ 16 สายเซอร์ หรือคุณตาอดีตทหารที่สูญเสียครอบครัวไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์ ทุกๆคนมีความเหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือความพยายามที่จะฉุดรั้งคริสให้อยู่กับพวกเขา ซึ่งคริสเองก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่คนเหล่านั้นมอบให้ทั้งความรัก ความเมตตา ความอบอุ่น ซึ่งก่อตัวเป็นความสัมพันธ์ที่พร้อมเกาะเกี่ยวเขาไว้ทุกเมื่อ เราว่าคริสรู้สึกขอบคุณในความรู้สึกที่คนแปลกหน้าเหล่านั้นมีให้เขานะ แต่สุดท้ายด้วยความมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปให้ถึงอลาสก้าด้วยตัวเองมันทำให้เขาตัดความรู้สึกผูกพันต่อคนรอบข้างออก และก้าวไปข้างหน้าต่อแบบไม่ลังเลใจเลย

ธรรมชาติ

“อิสรภาพและความเรียบง่ายที่งดงามมันดีจนปฏิเสธไม่ลง”

คริสไม่อยากมีตัวตนในกรอบที่สังคมเป็นผู้กำหนด ไม่อยากถูกระบบกลืนกินจนกลายเป็นคนที่เขาไม่อยากเป็น เขาจึงหันหน้าเข้าสู่ธรรมชาติและหวังว่าจะได้รับการโอบกอดที่อบอุ่นกลับคืนมา ในบางวันเขาก็ได้รับการต้อนรับที่เป็นมิตร ทั้งอากาศที่อุ่นสบาย ฝูงสัตว์มากมายที่กลายเป็นทั้งเพื่อนและอาหาร แม่น้ำลำธารใสสะอาด ไม่มีราคา ไม่แบ่งชนชั้น ไม่ต้องขออนุญาตใคร แต่ในบางคืนเขากลับพบว่าธรรมชาติที่เขารักนั้นไม่ได้ใจดีกับเขาไปซะทุกครั้ง เขาตื่นมาพบสภาพอากาศเลวร้ายเกินทน สัตว์ที่เป็นศัตรูตามความเป็นไปในห่วงโซ่อาหาร แม่น้ำที่ไหลเชี่ยวจนปิดกั้นไม่ให้เขาเดินทางข้ามผ่านไปได้สำเร็จ โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ ธรรมชาติไม่เคยปรานีมนุษย์ ในความสวยงามมีความโหดร้ายป่าเถื่อนจนคาดไม่ถึง เขากับรถบัสสีเขียวที่เขาใช้อาศัยอยู่ก็มีสถานะเดียวกัน คืออยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นสิ่งแปลกปลอม สามารถดำรงอยู่แต่ไม่ใช่ในสภาพที่ใช้การได้ มีฉากหนึ่งที่แสดงถึงอารมณ์เกรี้ยวกราดของธรรมชาติและความรู้สึกผิดแผกที่ทำให้คริสถึงกับต้องบันทึกไว้ในไดอารี่ของเขาเลยว่า “ฝนตก เหงาจัง กลัวมาก” เป็นครั้งแรกที่เราได้เห็นเขาแสดงอารมณ์ในด้านที่ยังเป็นมนุษย์ทั่วๆไป สภาพอากาศที่แปรปรวนทำให้จิตใจคนเราหวั่นไหว รู้สึกไม่มั่นคง จนสุดท้ายเกิดเป็นความกลัวเมื่อรู้ซึ้งแล้วว่าตัวเองโดดเดี่ยวแค่ไหน ตรงนี้เราคิดว่าเขาเริ่มเรียนรู้แล้วล่ะว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติมันไม่ใช่เรื่องสวยงามเสมอไป ถึงแม้ว่าอิสรภาพที่ได้รับนั้นจะงดงามจนประเมินค่าไม่ได้แต่สุดท้ายคริสก็ยังต้องจ่ายด้วยราคาชีวิตเพื่อแลกกับประสบการณ์แสนแพงที่เขาได้รับอยู่ดี

เสรีภาพอันแท้จริง

“เมื่อเธออภัยได้เมื่อไหร่ เธอจะรักเป็น”

ความคิดห้วงสุดท้ายของคริสโตเฟอร์ เขาจินตนาการว่าได้วิ่งกลับไปสู่อ้อมกอดของพ่อกับแม่ นั่นเท่ากับเขาเรียนรู้ที่จะให้อภัยแม้จะเป็นเสี้ยววินาทีสุดท้ายในชีวิตก็ตาม เขาเขียนขอบคุณทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตพร้อมมอบความรักทั้งหมดให้แก่คนเหล่านั้น เขาเขียนชื่อที่แท้จริงของเขาเพื่อบอกว่าตัวเขาเองเป็นใคร มาจากไหน เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงออกถึงการยอมรับว่าเขายังคงต้องการความรักและความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะ “ความสุขนั้นมีความหมายต่อเมื่อได้แบ่งปัน” คริสโตเฟอร์พึ่งมาเข้าใจแก่นของความสุขในวินาทีสุดท้าย มันไม่ใช่อลาสก้า ไม่ใช่เสรีภาพที่ได้ใช้ชีวิตตามลำพัง แต่เป็นการที่ใจเขายอมปล่อยวางจากความรู้สึกโกรธเกลียดจนให้อภัยไม่ได้แล้วต่างหาก

 

หนังเรื่องนี้มีความเป็นพุทธอยู่เหมือนกันนะ ตรงที่สอนให้คนเราไม่ทำอะไรสุดโต่งจนเกินไป และสุดท้ายการเรียนรู้ที่จะปล่อยวางอย่างเข้าใจมันทำให้จิตใจเราสงบลงได้ แต่เราก็นับถือในความกล้าหาญและมุ่งมั่นของคริสอยู่เหมือนกัน ‘ถ้าเธอต้องการอะไรจงออกไปหาและคว้ามันไว้’ คำพูดที่เขาบอกกับเทรซี่ เด็กสาวนักดนตรีที่เขาพบนั้นเต็มไปด้วยพลังความมุ่งมั่นของคนวัยหนุ่มสาว วัยที่กล้าจะก้าวออกจากกรอบเพื่อไปทำตามความใฝ่ฝันของตัวเอง ก็อย่างที่เขาบอกว่าแก่นแท้ของวิญญาณมนุษย์นั้นมาจากประสบการณ์ ถ้าเราไม่ออกไปค้นหาเราก็คงไม่มีวันค้นพบ ถ้าเราไม่เคยยอมเสี่ยงเพื่อที่จะเดินไปให้ไกลขึ้นอีกนิดเราก็จะไม่มีวันรู้เลยว่าเราสามารถไปได้ไกลแค่ไหน ในวันที่ยังมีแรงก็ลองใช้ศรัทธา สมอง สองเท้า และเสียงเรียกร้องในหัวใจเพื่อค้นหาความหมายของชีวิตดู เพื่อที่ว่าวันหนึ่งเมื่อเราแก่ตัวลง แล้วหวนคิดถึงโมเมนท์ที่เรายังจดจำความฝันนั้นได้ เราจะสามารถพูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า ‘ครั้งหนึ่ง เราได้เคยพยายามแล้ว’