The Lunchbox คุณสามารถตกหลุมรักคนที่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนได้หรือเปล่า?

เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?
เปิดเรื่องมากับคำถามแรกของอิลา แม่บ้านลูกหนึ่งชาวอินเดียที่ชีวิตการแต่งงานเริ่มสั่นคลอน เพราะสามีเริ่มทำตัวห่างเหิน ทุกๆวันอิลาจึงตั้งใจทำอาหารกลางวันใส่ปิ่นโตอย่างสุดฝีมือเพื่อหวังให้สามีกลับมารักเธออีกครั้ง โดยใช้บริการ Dabbawalas (บริการขนส่งปิ่นโตอาหารกลางวันของอินเดีย มีสารคดีศึกษาดูงานกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย เจ๋งมากๆ) แต่บริการที่การันตีว่าไม่เคยส่งผิดที่ก็ดันส่งปิ่นโตผิดไปให้สาจัญ ชายวัยใกล้เกษียน พนักงานบริษัทแผนกเคลมสินค้าจนได้ สิ่งที่ชอบที่สุดในหนังคือการใส่รายละเอียดเล็กๆน้อยถึงความเชื่อมโยงของชีวิตแม่บ้านธรรมดาๆอย่างอิลากับชายวัยทำงานอย่างสาจัญ สองคนนี้มีสถานะที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแต่สิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนกันคือรูปแบบชีวิตที่ซ้ำซาก จำเจ วนเป็นลูปเดิมไปเรื่อยๆจนเหมือนจะไม่มีวันจบสิ้น

อิลา (Her)

นอกจากปัญหาเรื่องสามีแล้ว คนใกล้ชิดของอิลายังมีเรื่องราวที่ทำให้เธอต้องกลับมาคิดถึงชีวิตสมรสของตัวเองอยู่ตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแม่ของเธอที่ต้องยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อมาอยู่ดูแลพ่อผู้ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย หรือคุณป้าเพื่อนบ้านในอพาร์ทเมนท์ที่คอยให้คำปรึกษาเรื่องสูตรอาหารแก่เธออยู่ตลอดก็มีสามีที่ป่วยเป็นเจ้าชายนิทรามาเป็นเวลา 15 ปีจนวันหนึ่งเขาฟื้นขึ้นมาได้ก็เอาแต่นั่งจ้องพัดลมเพดานทั้งวัน ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ทำให้อิลารู้สึกว่าตัวเองติดกับดักความสัมพันธ์ภายใต้บทบาทของความเป็นแม่และภรรยาที่ดี เราคิดว่าเธอแค่หวังอยากเป็นผู้หญิงที่มีความสุข เธออยากพาลูกสาวไปภูฏาน ประเทศที่มีค่า GNH สูงที่สุดในโลก เธอไม่อยากแขวนชีวิตตัวเองไว้กับสามีที่ไม่แคร์เธอ ไม่อยากมีชีวิตแบบที่ต้องทนทุกข์ทรมานซ้ำซากไม่รู้จบในแต่ละวันเหมือนแม่และคุณป้าเพื่อนบ้าน เราว่าอิลาซื่อสัตย์กับความรู้สึกของตัวเองดีนะ เธอยอมรับตรงๆเลยว่าเธอไม่มีความสุขซึ่งมันดีกว่าหลอกตัวเองไปเรื่อยว่าเราโอเค (แม่) หรือเราก็แฮปปี้ดีนี่ (คุณป้าเพื่อนบ้าน) สุดท้ายคือเธอเจ๋งมากที่กล้าทำตามความฝัน กล้าที่จะเรียกร้องจากชีวิตให้มากกว่านี้ ชอบผู้หญิงแบบนี้จัง ก้มกราบแทบชายส่าหรี

สาจัญ (Him)

เขาเบื่อหน่ายชีวิตประจำวันและปิดกั้นความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างหลังจากที่ภรรยาของเขาเสียชีวิตไป สาจัญเป็นผู้ชายวัยทำงานทั่วไปที่ทุ่มเทให้กับหน้าที่การงานจนคนรอบตัวเริ่มเลือนหายไปโดยที่เขาไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำ ปมที่อยู่ในใจของสาจัญคือคำพูดตอนหนึ่งในจดหมายที่เขาเขียนเล่าให้อิลาฟังเกี่ยวกับภรรยาของเขาว่า “ผมแค่อยากมองเธอให้มากกว่านี้” บางทีคนเราก็ผลักไสคนที่เรารักออกไปจากชีวิตโดยไม่รู้ตัวด้วยเหตุผลที่ว่าเรา ‘ไม่มีเวลา’ พอเงยหน้าขึ้นมาอีกทีก็พบแต่ความว่างเปล่า เราลืมไปว่าทุกคนก็มีเวลาเป็นข้อจำกัดด้วยกันทั้งนั้นและที่สำคัญคือมันไม่เคยหยุดรอใคร การเข้ามาของอิลาและเชค พนักงานใหม่ผู้มองโลกในแง่ดีอยู่ตลอด ทำให้สาจัญเริ่มเปิดใจมองสิ่งรอบข้างในมุมมองใหม่อีกครั้ง อย่างฉากหนึ่งที่เขาเริ่มสังเกตภาพวาดของจิตรกรข้างถนนคนหนึ่งอย่างจริงจังแล้วพบว่าเขาวาดรูปสถานที่เดิมๆทุกวันซ้ำไปซ้ำมา แต่เมื่อสาจัญเพ่งมองแต่ละภาพที่ชายคนนั้นวาด เขาก็ได้เห็นรายละเอียดเล็กน้อยที่ทำให้ภาพวาดนั้นดูไม่เหมือนกัน จิตรกรคนนั้นเลือกวาดสิ่งที่เขาประทับใจที่สุดในแต่ละวัน ซึ่งสาจัญค้นเจอภาพๆหนึ่งที่เหมือนตัวเขา เขาจึงเลือกซื้อภาพนั้นกลับบ้านด้วยรอยยิ้มพร้อมเขียนเล่าให้อิลาฟังอย่างมีความสุข เหมือนกับที่ผ่านมาเขาทำตัวตนหล่นหายไปตามกาลเวลาและตอนนี้เขากลับพบตัวเองอีกครั้งหนึ่ง ประเด็นเรื่องเวลาของสาจัญนี่แบบโดนมาก สิ่งที่น่ากลัวกว่าความแก่ชราคือการใช้ชีวิตให้ผ่านไปเรื่อยๆอย่างไร้ความหมาย นับถอยหลังรอความตายที่กำลังเดินเข้ามาหาเราอย่างช้าๆ เป็นชีวิตที่หดหู่ไร้สุขที่สุด

ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เริ่มต้นจากอาหารผ่านไปเป็นตัวอักษรในจดหมายที่เขียนตอบโต้กันไปมาในแต่ละวัน ความสุขครั้งใหม่ในโลกใบเดิมที่ถูกเติมเต็มให้กันและกันแบบไม่มีเงื่อนไข ถึงแม้จะไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน แต่การเล่าเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทั้งอดีต ปัจจุบัน ความคิด ความฝัน ความเจ็บปวดใจให้คนแปลกหน้าทางจดหมายได้อ่านนั้นเป็นการ ‘เล่า’ เพื่อป้องกันไม่ให้เรา ‘ลืม’ ว่าตัวตนของเราเป็นใคร เรากำลังทำอะไรอยู่ สิ่งที่เราต้องการจริงๆในชีวิตล่ะ และสุดท้ายยังตอบคำถามสำคัญของอิลาในตอนต้นได้ด้วยว่า เรามีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไรกันแน่

The Lunchbox คือหนังรักที่ทำให้เราอมยิ้มได้ตลอดทั้งเรื่อง เป็นส่วนผสมที่ลงตัวเต็มไปด้วยความน่ารัก มีอารมณ์ขัน โรแมนติก และลึกซึ้งที่สุด มีประโยคหนึ่งในหนังที่เราชอบมากๆนั่นก็คือ “บางครั้ง รถไฟที่ผิดขบวนอาจนำเราไปสู่สถานีที่ถูกต้องได้” ไม่มีใครชอบเรื่องผิดพลาดหรอก ยิ่งอิลากับสาจัญยิ่งแสดงออกชัดว่าไม่ชอบใหญ่ (ซึ่งสิ่งดีงามต่างๆในหนังเรื่องนี้เกิดจากความผิดพลาดอย่างใดอย่างหนึ่งตลอด เริ่มจากปิ่นโตนั่นไง) แต่ถ้าเราไม่ลองผิดบ้างเราอาจจะพลาดเรื่องที่ดีที่สุดที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตเราไปก็ได้นะ ใครจะรู้ 🙂