The Breadwinner นิทานก่อนนอนของเด็กหญิงชาวอัฟกานิสถานในโลกของสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น

The Breadwinner แอนนิเมชั่นยอดเยี่ยมจากผู้กำกับหญิงชาวไอริช Nora Twomey ร่วมด้วยโปรดิวเซอร์ Mimi Polk และ Angelina Jolie สร้างมาจากนิยายขายดีชื่อดังของ Deborah Ellis โดยเนื้อเรื่องทั้งหมดนั้นเริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มตาลีบันเข้ายึดอำนาจในการปกครองอัฟกานิสถานช่วงปี 2011 สิ่งที่ตามมาพร้อมกันด้วยก็คือกฎข้อห้ามต่างๆที่ถูกนำมาใช้อ้างตามหลักขององค์กรอิสลาม ซึ่ง 1 ในกฎข้อห้ามของยุคตาลีบันครองเมืองก็คือ ภรรยาคือสมบัติของสามี ลูกสาวคือสมบัติของพ่อ ผู้หญิงถือเป็นสมบัติของผู้ชาย โดยอ้างว่าผู้หญิงที่ดีไม่ควรได้รับการศึกษาแต่ควรจะต้องเก็บเนื้อเก็บตัวอยู่แต่ในบ้านเท่านั้น เด็กผู้หญิงอายุ 11 ปีขึ้นไปควรรีบแต่งงาน และห้ามผู้หญิงออกจากบ้านโดยไม่มีพ่อหรือสามีพาออกมาด้วยเด็ดขาดไม่เช่นนั้นโทษก็คือการถูกโบยตีตามที่สาธารณะ ถูกจับหรืออาจถูกฆ่าตายได้

ปาร์วานา เด็กหญิงชาวอัฟกันอายุ 11 ขวบ จำเป็นต้องออกมาช่วยพ่อของเธอขายของที่ตลาดนัดกลางเมือง พ่อของปาร์วานาเคยเป็นอดีตครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ผู้สูญเสียขาข้างหนึ่งจากการถูกบังคับให้ออกรบจึงเป็นต้องให้ปาร์วานาออกมาช่วย ถึงสถานการณ์บ้านเมืองจะเลวร้ายเกินทนแต่พ่อของปาร์วานาก็มักเล่านิทานสนุกๆที่สอดแทรกประวัติศาสตร์และเติมเต็มจินตนาการให้แก่ปาร์วานาอยู่เสมอ โชคร้ายมาเยือนเมื่อวันหนึ่งพ่อของเธอถูกจับตัวไปแบบไม่มีสาเหตุทำให้ครอบครัวที่เหลืออันประกอบไปด้วยแม่ พี่สาว น้องชายซึ่งยังเป็นเด็กทารก และปาร์วานาต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติครั้งใหญ่ ถึงจะมีเงินแต่ในเมื่อผู้หญิงไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปข้างนอกบ้าน พวกร้านค้าก็ไม่สามารถขายของให้พวกเธอได้อยู่ดี

ด้วยเหตุนี้เอง ปาร์วานา เด็กหญิงอายุ 11 ปีจึงตัดสินใจทำในสิ่งที่กล้าหาญที่สุดด้วยกันตัดผมสั้นให้เหมือนเด็กผู้ชายและเอาชุดของพี่ชายผู้เสียชีวิตไปแล้วมาสวมใส่ เธอกลายเป็น Breadwinner หรือผู้ที่ทำหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัวในคราบของเด็กผู้ชายที่ชื่อโอเตช โอเตชสามารถออกไปจับจ่ายใช้สอย ขายของ กระทั่งรับจ้างทำงานได้ทุกอย่างตามแต่ใจต้องการ แต่โอเตชก็ยังไม่ลืมพ่อของเธอ ทุกๆคืนก่อนนอนเธอจะเล่านิทานการผจญภัยเรื่องหนึ่งให้น้องชายคนเล็กฟังเช่นที่พ่อเคยเล่าให้เธอฟัง นิทานเรื่องนั้นพูดถึงความกล้าหาญของเด็กผู้ชายคนหนึ่งชื่อ สุไลมาน ซึ่งอาสาเป็นตัวแทนหมู่บ้านไปปราบสัตว์ร้ายที่เข้ามาขโมยเมล็ดพันธุ์พืชล้ำค่าของชาวบ้านไป ทุกๆวันปาร์วานาต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางความโหดร้ายที่เกิดจากไฟสงครามด้วยการเล่านิทานควบคู่ไปกับการเอาชีวิตรอดและความพยายามในการตามหาพ่อ เพื่อที่ทุกคนในครอบครัวจะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้งหนึ่ง

สถานการณ์ในโลกแห่งความเป็นจริงของเด็กหญิงปาร์วานาเริ่มเลวร้ายจนถึงขีดสุด แม่ของเธอจำเป็นต้องเขียนจดหมายไปหาญาติๆเพื่อให้ลูกสาวคนโตได้แต่งงานเพื่อที่ทั้งครอบครัวจะได้มีโอกาสเอาชีวิตรอดจากสงครามที่ปะทุขึ้นอย่างรุนแรงในอัฟกานิสถาน ปาร์วานารู้แน่ชัดแล้วว่าเธอจะไม่มีวันได้พบกับพ่อของเธออีกครั้ง เธอจึงตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากทหารนายหนึ่งจากกลุ่มตาลีบันที่เคยให้ความช่วยเหลือเรื่องจดหมายเอาไว้ เขาให้โอกาสเธอได้พบกับพ่ออีกครั้งหนึ่งในขณะที่แม่และพี่สาวตัดสินใจไม่เดินทางไปอยู่กับญาติเพราะไม่สามารถทอดทิ้งปาร์วานาได้ ถึงตรงนี้หนังจะเฉลยปมให้เราทราบว่านิทานที่ปาร์วานาเล่าให้น้องชายฟังก่อนนอนนั้น แท้จริงแล้วคือเรื่องราวของ สุไลมาน พี่ชายของปาร์วานานั่นเอง “สุไลมาน เป็นเด็กผู้ชายที่อาศัยอยู่ในครอบครัวที่มีพ่อ เป็นครูและแม่เป็นนักเขียน กับพี่น้องสองสาวซึ่งทะเลาะกันเป็นประจำ วันหนึ่งเขาหยิบของเล่นชิ้นหนึ่งขึ้นมาจากพื้นแล้วเขาก็ตาย ของเล่นชิ้นนั้นคือระเบิด ใช่ ฉันตายและนี่คือตอนจบของเรื่อง” เด็กชายพบจุดจบเช่นเดียวกันกับเด็กมากมายในอัฟกานิสถานผู้ตกเป็นเหยื่อแท้จริงของสงครามที่ไม่มีวันจบสิ้น ซึ่งปาร์วานาได้แสดงให้เราเห็นถึงพลังของ ‘การเล่าเรื่อง’ ที่เธอใช้เพื่อระลึกถึงบุคคลอันเป็นที่รัก ปลอบประโลมจิตใจ สร้างความกล้าหาญ และแรงบันดาลใจในการมีชีวิตอยู่ต่อได้เป็นอย่างดี โดยสิ่งสุดท้ายที่เด็กหญิงปาร์วานาได้มอบไว้ให้กับทุกๆคนที่ได้ชมแอนนิเมชั่นเรื่องนี้ก็คือ ‘ความหวัง’ ปาร์วานาและพ่อจ้องมองไปยังถนนทอดยาวไร้ชีวิตที่มองเห็นแสงรำไรของพระอาทิตย์เบื้องหน้าด้วยสีหน้าที่มุ่งมั่นและหัวใจอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวัง

“Raise your words, not your voice, it’s rain that grows flowers, not thunder.” 
เพิ่มพลังถ้อยคำมิใช่พลังเสียง ดอกไม้เติบโตด้วยสายฝน มิใช่เสียงฟ้าร้อง

ประโยคที่ปาร์วานาและพ่อเอ่ยขึ้นด้วยรอยยิ้มในฉากสุดท้ายของเรื่องนั้นมาจาก กวีชาวเปอร์เซียชื่อ Jalal ad-Din Muhammad Rumi ความหมายของมันก็คือ เราไม่ควรตะโกนด้วยเสียงอันดังโดยใช้ถ้อยคำแย่ๆไม่ว่าสถานการณ์ตอนนั้นจะเลวร้ายถึงเพียงไหนก็ตาม แต่เราควรทำให้คำพูดที่เปล่งออกไปนั้นทรงพลังและเต็มไปด้วยความหมายเพื่อสะท้อนถึงตัวตนของเรา คำพูดที่เราพูดออกไปนั้นจึงจะสามารถเติมเต็มหัวใจของผู้ฟังได้ด้วยความรักมิใช่ด้วยความเกลียดชัง คือประโยคที่สร้างศรัทธาและแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตไม่ว่าจะตกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังมากมายเพียงใดก็ตาม