Little Miss Sunshine ทุกคนแค่พยายามทำตัวให้ปกติที่สุด โอเค้?

นอกจาก Thelma & Louise แล้วก็มี Little Miss Sunshine นี่แหละที่เป็นหนัง Road Trip เรื่องโปรดของเราเลย 😀 เรื่องราวเพี้ยนๆของครอบครัว Hoover ซึ่งประกอบไปด้วย Richard คุณพ่อนักเขียนหนังสือตกอับผู้มีนิสัยชอบเอาชนะ Sheryl แม่บ้านที่ต้องคอยจัดการดูแลทุกสิ่งอย่างในครอบครัวจนทำเอาเส้นเลือดในสมองจะแตก คุณปู่ Edwin ที่พึ่งถูกไล่ออกจากบ้านพักคนชราเพราะติดกัญชา (นี่ตัวละครโปรด) Frank อาที่เป็นเกย์และโรคซึมเศร้าหลังจากพยายามฆ่าตัวตายเพราะผิดหวังในความรัก Dwayne พี่ชายที่เกลียดทุกคนและไม่ยอมพูดกับใคร (หมายถึงไม่ยอมพูดสักคำเลยจริงๆ ถ้าต้องการจะสื่อสารกับใครเขาจะเขียนใส่กระดาษเอา) จนกว่าตัวเองจะสอบเข้าเรียนการบินได้ และ Olive น้องสาวคนเล็กเด็กอ้วนใส่แว่นตาหนาเตอะผู้มีความฝันอยากเป็นนางงามเด็กประจำรัฐ วันหนึ่งคนเพี้ยนเหล่านี้ดันมีเหตุให้ต้องออกเดินทางข้ามรัฐด้วยรถตู้สีเหลืองคันเก่าของครอบครัวเพื่อพาน้องสาวคนเล็กของบ้านไปประกวดนางงาม ด้วยนิสัยและโปรไฟล์ของแต่ละคนคงไม่ต้องบอกว่าเรื่องราวจะเป็นยังไงต่อ (วุ่นวายสุดๆ ทะเลาะกัน โวยวายใส่กัน รถพัง เจอตำรวจเรียก ทุกอย่างในการเดินทางครั้งนี้ดูผิดพลาดเละเทะไปหมด)

Rule #1 | Face the world anyway you want


“มันไม่เป็นไรเลยถ้าหนูอยากจะผอม อยากจะอ้วน ถ้ามันเป็นสิ่งที่หนูอยากจะเป็น
อะไรก็แล้วแต่ที่หนูต้องการ มันโอเคทั้งนั้น”

ฉากที่โอลีฟลังเลว่าจะกินไอศกรีมที่สั่งมาดีมั้ยเพราะพ่อของเธอพูดว่าพวกนางงามน่ะเค้าไม่อ้วนกันหรอกนะ แม่ของโอลีฟจึงบอกหนูน้อยด้วยประโยคข้างต้น เป็นซีนที่ธรรมดามากแต่จิกกัดสังคมยุคนี้แบบตายไปเลย ด้วยความที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีทั้งกฎหมายและกฎหมู่ในการอยู่ร่วมกัน คำว่าบรรทัดฐานและค่านิยมจึงเกิดขึ้นแบบช่วยไม่ได้ ในยุควิคตอเรียนเรานิยมผู้หญิงอ้วนเจ้าเนื้อแบบที่เห็นในงานปฏิมากรรมต่างๆ ต่อมาเราชอบให้ผู้หญิงอวบมีเคิร์ฟแบบมาริลีน มอนโรว ต่อมาอีกกลายเป็นผอมแห้งแบบเคท มอสต์ ต่อมาเรื่อยๆเป็นหุ่นซูเปอร์โมเดลแบบซินดี้ ครอวฟอร์ด จนตอนนี้ต้องเคิร์ฟวี่สุดพลังแบบคิม คาร์ดาเชี่ยน! แล้วทุกคนก็ต้องดิ้นรนแทบตายเพื่อทำตามค่านิยมที่ใครก็ไม่รู้เป็นคนกำหนดเพื่อให้คนในสังคมชื่นชมยอมรับและชำเลืองตามาเห็นคุณค่าในตัวเราแบบนิดเดียวก็ยังดี ซีนนี้ซีนเดียวเลยที่บอกเราว่าชีวิตในโลกทุนนิยมคือการต่อสู้และประกวดแข่งขันกันในทุกๆวันแบบที่กว่าจะรู้สึกตัวอีกที เราก็ถูกผลักให้ลงมายืนในสนามประลองแบบงงๆแล้ว

Rule #2 | No matter what, you are loved.

“คุณปู่ว่าหนูน่ารักมั้ยคะ?”
“หนูเป็นเด็กที่น่ารักที่สุดในโลกเลย”
“ปู่แค่พูดเอาใจหนูไปอย่างงั้นเอง”
“เปล่า ปู่พูดเพราะปู่รักหนู และไม่ใช่เพราะว่าหนูสวยหรือบุคลิคดีด้วย”

ยกให้เป็นฉากที่เราประทับใจที่สุดในเรื่องเลยละกันกับบทสนทนาชวนซึ้งระหว่างปู่ Edwin กับ Olive หลานสาวตัวน้อย โอลีฟมีพ่อที่ฝังแนวคิด The winner takes it all ให้เธอมาตั้งแต่ยังเล็กโดยที่ไม่รู้ตัวเลยว่าเขาได้สร้างความกดดันมหาศาลให้กับลูกสาวตัวน้อยจนเธอไม่มั่นใจว่าตัวเองจะดีพอสำหรับพ่อหรือแม้กระทั่งดีพอต่อทุกอย่างบนโลกใบนี้ แน่นอนว่าการเข้าร่วมประกวดนางงามเด็กนั้นเกิดขึ้นเพราะความรู้สึกอยากได้รับการยอมรับจากสังคมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อของเธอเอง สิ่งที่คุณปู่เอ็ดวินบอกจึงเป็นคำพูดจริงใจที่เด็กอย่างโอลีฟฟังแล้วรู้สึกหัวใจพองโตสุดๆ ไม่ว่าโลกนี้จะตัดสินเธอยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไรเลย เพราะสำหรับใครบางคนเธอคือบุคคลแสนพิเศษที่ถือเป็นโลกทั้งใบของเขาเสมอ

Rule #3 | Fight for your right to live


“รู้อะไรมั้ย ถ้าผมอยากจะบินผมก็จะบิน แค่ทำในสิ่งที่คุณรัก ที่เหลือก็ช่างแม่ง”

ฉากที่ดเวยน์พึ่งรู้ความจริงว่าเขาตาบอดสี ทำให้เขาไม่สามารถเป็นนักบินได้คือสุดยอดมาก จากเด็กหนุ่มที่ไม่เคยยอมพูดคุยกับใครกลับวิ่งลงจากรถแล้วแหกปากตะโกนออกมาจนสุดเสียงด้วยความผิดหวังและโกรธแค้น ไม่ว่าใครจะเดินเข้ามาปลอบใจยังไงเขาก็ไม่สน จนกระทั่งโอลีฟเดินเข้ามาหาพี่ชายของเธอ นั่งลงข้างๆ แล้วโอบกอดเขาไว้ แค่นั้นดเวยน์ก็ยอมกลับขึ้นรถตู้เพื่อออกเดินทางต่อ บางครั้งเมื่อความรู้สึกของเราระเบิดออกมาถึงขีดสุด สิ่งสุดท้ายที่เราต้องการคือคำพูดปลอบใจ เป็นห่วงเป็นใยแบบที่ไม่ได้เข้าใจถึงความรู้สึกที่เรากำลังเผชิญอยู่จริงๆ การนั่งอยู่กับเราเงียบๆ แค่กอดเราเอาไว้มันแสดงว่าเราเข้าใจนะ ถึงสิ่งที่คุณกำลังเผชิญ และเราอยู่ตรงนี้เพื่อคุณเสมอ มันเป็นการรอคอยเพื่อปล่อยให้เราค่อยๆซ่อมหัวใจพังๆของตัวเองจนกลับมาแข็งแรงพร้อมใช้งาน หล่อเลี้ยงชีวิตต่อไปให้ได้ เพราะถึงที่สุดแล้ว ไม่ว่าเราจะรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายแค่ไหน ก็ไม่มีใครสามารถช่วยเราได้นอกจากตัวเราเองอยู่ดี สุดท้ายดเวยน์ก็ไม่ยอมเป็น loser เขาลุกขึ้นสู้ด้วยใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังและแพชชั่นล้วนๆ ซึ่งตรงนี้แหละที่เจ๋งสุดๆ

Rule #4 | Always take care of each other


รถตู้สีเหลืองคันเก่ากับความสัมพันธ์ที่ผุพังในครอบครัว

รถตู้สีเหลืองคันเก่ากึ้ก ที่กว่าจะออกวิ่งได้แต่ละครั้งทุกคนต้องลงไปช่วยกันเข็นก่อน ไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์พังๆของคนในครอบครัวที่ไม่เคยได้รับการดูแลเอาใจใส่ ยิ่งเวลาผ่านไปก็ยิ่งเกิดความสึกหรอไปตามกาลเวลา ช่องว่างระหว่างความสัมพันธ์ถูกขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ แต่คนเราเมื่อยังไม่เคยได้สัมผัสกับเหตุการณ์ที่กระตุกความรู้สึกบางอย่าง เราอาจไม่มีวันคิดได้เลยว่าเราเดินออกมาจากคนในครอบครัวไปไกลแค่ไหนแล้ว รู้ตัวอีกทีเราอาจจะไปไกลเกินไปจนไม่มีครอบครัวให้กลับไปหาอีกแล้วก็ได้ สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือช่วยกันดูแล ‘ซ่อมแซม’ ความสัมพันธ์ที่ใกล้พัง ช่วยกันประคับประคอง ช่วยกันเข็น ช่วยกันผลักดันให้มันไปต่อได้ ถึงแม้มันจะเหนื่อยแค่ไหน แต่รอยยิ้มที่เกิดจากความร่วมมือของทุกคนในครอบครัวเพื่อสร้างความสุขบางอย่างร่วมกันนั้น มันมีความหมายจนไม่สามารถประเมินค่าได้เลยล่ะ

ซีนเต้นตอนสุดท้ายโคตรฮา เสียดสีพวกผู้ใหญ่ในสังคมที่พยายามยัดเยียดความแก่แดดให้เด็กแล้วมาตีกรอบทีหลังว่านี่แหละคือสิ่งที่เด็กๆทำแล้วดูน่ารัก น่าเอ็นดู แต่พอโอลีฟขึ้นไปเต้นเพลงที่ปู่ช่วยซ้อมด้วยท่าเต้นเซ็กซี่แบบเกินวัย ผู้ใหญ่ในงานถึงกับรับไม่ได้และพยายามไล่ให้เธอลงมาจากเวที สุดท้ายครอบครัวเพี้ยนๆที่เก๊กใส่กันมาตลอดก็กระโดดขึ้นไปช่วยโอลีฟแล้วเต้นเป็นแบ็คให้! ซีนนี้คือดูกี่ทีก็ขำแบบไม่ไหวแล้ว เป็นฉากที่จิกกัดความย้อนแย้งทางความคิดของผู้ใหญ่ในสังคมได้เปรี้ยวมาก

Rule #5 | A real loser is someone who’s so afraid of not winning,
they don’t even try.

เวลามีใครถามว่าหนังเรื่องโปรดของเราคืออะไร เรามักจะตอบว่า Little Miss Sunshine นี่แหละ มันเป็นหนังเรื่องแรกที่ผุดขึ้นมาในสมองตลอดเลย ชอบความเป็นครอบครัวบ้าบอของหนังเรื่องนี้ ชอบที่ทุกคาแรคเตอร์มีความเพี้ยนในตัว ชอบประเด็นเรื่องการแพ้-ชนะที่เสียดสีสังคมในยุคแห่งการแข่งขันแบบเอาเป็นเอาตายนี้ได้โคตรแสบ เราว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้บอกว่า เฮ้ ทุกคนนนเลิกพยายามกับอะไรก็ตามที่ทำอยู่แล้วหันมาเป็นผู้แพ้ที่แสนจะมีความสุขกันเหอะ ตรงข้ามเลยมันกลับบอกเราว่า อย่าไปกลัวที่จะแพ้และจงพยายามต่อไปให้ดีที่สุด เพราะชีวิตคือการต่อสู้เพื่อที่จะได้ก้าวต่อไปข้างหน้า ถ้าเรามัวแต่ใช้ชีวิตด้วยความกลัว กลัวว่าจะไม่ถูกใจใคร กลัวว่าจะพลาด กลัวว่าจะเป็นตัวตลกในสายตาคนอื่น เราก็คงไม่สามารถเป็นใครก็ตามที่เราอยากเป็นได้เลยนอกจากคนขี้แพ้ อย่างที่คุณปู่บอกโอลีฟไว้ในฉากหนึ่งที่ดีที่สุดของเรื่องนั่นแหละว่า “คนขี้แพ้ที่แท้จริงคือคนที่กลัวไม่ชนะ ทั้งๆที่ยังไม่ทันได้ลงมือทำอะไร”