La La Land นครดารา

Here’s to the one who dreams

Mia หญิงสาวที่ออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อมาไล่ตามความฝันในการเป็นนักแสดงฮอลลีวู้ด เธอผ่านความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าจากการแคสติ้งบทมานับครั้งไม่ถ้วน แต่เธอก็ยังคงมองหาโอกาสในการก้าวเข้าไปเป็นนักแสดงหน้าใหม่ต่อไปในเมืองลอส แองเจลิสแห่งนี้ มีอาหลงรักสไตล์ภาพยนตร์เก่าๆในช่วงยุค 50’s – 60’s ทำให้เธอเลือกทำงานในร้านกาแฟที่อยู่ตรงข้ามกับสถานที่ซึ่งเคยใช้เป็นฉากหนึ่งในหนังเรื่องโปรด เราชอบที่มีอาเป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่มีแพชชั่นและชัดเจนกับความต้องการของตัวเอง เธอกล้าพอจะฝันถึงสิ่งที่ยิ่งใหญ่ กล้าพอที่จะเลือกเส้นทางอันยากลำบากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งเราว่า Emma Stone เล่นบทนี้ได้น่ารักและมีเสน่ห์ม้ากกก ตลกอย่างเป็นธรรมชาติ ดราม่าก็ลึกและเศร้าจนเราจุกไปด้วยเลย

Sebastian ชายหนุ่มนักเปียโนแจ๊สมากพรสวรรค์ผู้มีความใฝ่ฝันอยากเปิดไนท์คลับของตัวเอง เซบาสเตียนคือนักดนตรีจนๆคนหนึ่งในเมืองลอส แองเจลิส ผู้ที่ทั้งหลงรักและหลงใหลในสไตล์ของดนตรีแจ๊สจนมันกลายมาเป็นสิ่งเดียวในชีวิตที่เขาคิดถึง เขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะรักษาและทนุถนอมไม่ให้มันตายไปพร้อมๆกันกับความฝันของเขาเอง เซบาสเตียนเป็นผู้ชายที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูง เขามีแพชชั่นในดนตรีเช่นเดียวกับที่มีอาหลงใหลการแสดง แถมยังกล้าที่จะเสี่ยงเดิมพันอนาคตไว้กับความไม่มั่นคงอย่างการเล่นดนตรีอีกด้วย Ryan Gosling กับบทเซบาสเตียนและสกิลการร้อง เต้น เล่นเปียโนสดในหนัง เท่ปนฮาแถมรั่วสุด แมตช์กับเอ็มม่าได้เนียนมากๆอ่ะ

Spring – ผลิบาน งดงาม จุดประกายความฝัน


หลังผ่านเหตุการณ์ที่ทั้งคู่เจอกันแบบผิดจังหวะสุดๆมาแล้วถึง 2 ครั้ง มีอาและเซบาสเตียนก็ได้มีโอกาสกลับมาพบกันอีกรอบในงานปาร์ตี้ของเพื่อน เมื่อคนช่างฝัน 2 คนโคจรมาพบกันในช่วงเวลาที่ใช่ พวกเขาจึงได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ในฤดูใบไม้ผลินี้ด้วยการค่อยๆทำความรู้จัก เรียนรู้ แชร์เรื่องราวความฝันของตัวเอง และตกหลุมรักกันไปทีละนิด การมีฝันนั้นเป็นสิ่งสวยงามที่ช่วยจรรโลงใจให้ชีวิตของคนเราดูมีความหมายมากขึ้น ยิ่งเมื่อถึงจุดที่โชคชะตาพาใครสักคนหนึ่งที่มีบางสิ่งบางอย่างคล้ายๆกันเข้ามา เรายิ่งรู้สึกว่าเส้นทางข้างหน้านี้มันช่างสวยงามและไม่โดดเดี่ยวจนเกินไปนัก ฟีลแบบเขาเข้ามาทำให้โลกของเราสว่างขึ้น เป็นความสุขใจเล็กๆในทุกขณะที่คิดถึง

Summer – ร้อนแรง สดใส เต็มไปด้วยความโรแมนติค


ทุกๆนาทีของชีวิตในช่วงนี้คือความแปลกใหม่ ความสุขสดใส รวมทั้งตื่นเต้นที่ได้วาดฝันและทำสิ่งต่างๆร่วมกัน เป็นความรักโรแมนติคในช่วงฤดูร้อนแบบวัยรุ่น ถึงแม้จะงดงามแต่ก็แสนสั้น เพราะหลังจากนั้นไม่นานความสัมพันธ์ของมีอาและเซบาสเตียนก็เริ่มก้าวไปสู่จุดที่จริงจังมากขึ้น แต่เมื่อความสัมพันธ์นั้นไม่ใช่แค่เรื่องของความรักเพียงอย่างเดียว ยังมีรายละเอียดยิบย่อยอื่นๆในชีวิตอีกมากที่เป็นตัวแปรเข้ามาเกี่ยวข้องไม่ว่าจะฐานะ ความมั่นคง คำพูดของคนรอบข้าง ความต้องการทั้งหลาย ทำให้ทั้งคู่เริ่มถูกความจริงจากเงื่อนไขเหล่านี้ปลุกให้ตื่นขึ้น ความฝันกับความเป็นจริงเปรียบเหมือนเส้นขนาน บังคับให้เราต้อง ‘เลือก’ ว่าจะวิ่งตามความฝันของเราต่อ หรือหยุดอยู่กับที่เพื่อพิจารณาถึงความเป็นจริงตรงหน้า เมื่อเซบาสเตียนตัดสินใจเลือกความจริงให้มีค่ามากกว่าความฝันของเขาด้วยการเข้าร่วมวงดนตรีกับเพื่อนที่เขาเคยอคติว่าเป็นวงแจ๊สปลอมๆ มีอาที่ยังมีศรัทธาต่อความฝันของเธออย่างเหนียวแน่นจึงค่อยๆกลายมาเป็นโลกคู่ขนานของเขาไปทีละนิด เป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ที่สั่นคลอน เพราะต้องฝืนใจให้ตัวเองมีความสุขไปกับการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า

Fall – ร่วงหล่น พังทลาย ท้าทายโชคชะตาด้วยความพยายาม


เมื่อวงดนตรีที่เซบาสเตียนเข้าร่วมนั้นประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เขาก็เริ่มหลงไปกับชื่อเสียงที่มาเติมเต็มความรู้สึกต้องการได้รับการยอมรับจากคนอื่นทั้งๆที่มันไม่ใช่ตัวตนของเขาเลยด้วยซ้ำ ความสำเร็จของเขานั้นสวนทางกับมีอาอย่างสิ้นเชิง เธอต้องพบกับความผิดหวังครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเมื่อมีคนมาดูการแสดงที่เธอลงทุนลงแรงทุ่มเทให้กับมันมากยิ่งกว่าครั้งไหนๆไม่ถึง 10 คนด้วยซ้ำ รวมถึงฉากบนโต๊ะอาหารที่เธอทะเลาะกับเซบาสเตียนเมื่อถามว่าเขายังจำได้มั้ยว่าเคยฝันไว้ว่าอะไร ทำให้มีอาทั้งสูญเสียความมั่นใจในตัวเองและเจ็บปวดเกินกว่าที่เธอจะรับไหว เมื่อถึงเวลาหนึ่งที่เราถูกกาลเวลาบังคับให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราต้องหัดเรียนรู้ที่จะยอมรับเรื่องน่าเจ็บปวดมากมายที่เกิดขึ้น หากเราทำผิดพลาดแม้แค่เพียงครั้งเดียวก็มีผู้คนมากมายที่พร้อมต่อคิวเข้าแถวรอวิพากษ์วิจารณ์ ผลักเราให้ล้มลง เหยียบย่ำความฝันของเราด้วยคำพูดดูถูกต่างๆนาๆ เราต้องตัดสินใจเลือกให้ได้ว่าจะหันหลังแล้ววิ่งกลับไปยืนอยู่ในที่ๆเราเคยอยู่ หรือเดินหน้าต่อ เผชิญกับความเป็นจริงอันแสนโหดร้ายด้วยความทุ่มเทพยายามและความกล้าหาญทั้งหมดที่เรามี เพื่อที่จะต่อสู้ ค้นหาโอกาส และทำฝันให้กลายเป็นจริงขึ้นมาให้ได้ ในตอนจบของฤดูใบไม้ร่วงนี้ทั้งเซบาสเตียนและมีอาได้ตระหนักแล้วว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับพวกเขานั้นคือการไม่หลงลืมตัวตนและความฝันของตัวเอง ‘ฉันจะยังรักคุณอยู่เสมอ’ เราคิดว่าคำพูดนี้คือสิ่งสุดท้ายแล้วที่ทั้งคู่สามารถมอบให้แก่กันได้ในวันที่ต้องบอกลาทั้งๆที่ยังคงรักกันอยู่

Winter – เยือกเย็น ยาวนาน ก้าวผ่านไปสู่โลกแห่งความเป็นจริง


กาลเวลาหมุนเวียนไปและกลับมาหยุดอยู่ที่ฤดูหนาวอันยาวนาน มีอากลายเป็นดาราดังตามที่หวังและได้มีครอบครัวอันสมบูรณ์แบบ ส่วนเซบาสเตียนกลายเป็นเจ้าของไนท์คลับแจ๊ส เดอะ เซ็บส์ ที่ประสบความสำเร็จ ทั้งคู่ได้กลับมาเจอกันอีกครั้งที่ไนท์คลับของเซบาสเตียน ฉากหนึ่งที่ดีที่สุดในหนังเรื่องนี้คือฉากที่เซบาสเตียนเล่นเปียโนเพลง City of Stars ให้กับมีอา โดยจินตนาการว่าได้ย้อนเวลากลับไปยังจุดที่ทั้งสองคนเจอหน้ากันครั้งแรกไล่มาจนถึงฉากสุดท้ายในช่วงชีวิตที่ประสบความสำเร็จโดยสมมติว่า ‘ถ้าหาก’ ทั้งคู่ยังคงได้อยู่ด้วยกันในวันนี้พวกเขาจะมีความสุขด้วยมากแค่ไหน ในที่สุดหลังจากความพยายามทั้งหลายทั้งมวลฝันของพวกเขาก็กลายมาเป็นความจริง แต่เป็นความจริงที่ไม่มีคนในฝันของเรายืนอยู่ด้วยกันอีกต่อไปแล้ว อย่างดีที่สุดทั้งมีอาและเซบาสเตียนจะยังคงมีเพลงนี้อยู่ในหัวใจอยู่เสมอ เพลงที่คอยย้ำเตือนให้ทั้งคู่นึกถึงใครคนหนึ่งซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของเราอย่างแท้จริง คนที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้โลกของเราสดใส คนที่มีศรัทธาในตัวเรา คนที่ยังคงรักและหวังอย่างจริงใจให้เราโชคดีและประสบความสำเร็จในทุกๆอย่าง แม้จะไม่ได้ใช้ชีวิตร่วมกัน แต่เขาได้มอบความรักและความหวังดีทั้งหมดที่มีไว้ในใจของเราแล้ว

La La Land เป็นหนังที่พูดถึงความรักได้ยอดเยี่ยมมากๆ ทุกฉากร้องเล่นเต้นรำรวมทั้งดนตรีประกอบคือที่สุด เราชอบที่หนังมันเต็มไปด้วยอารมณ์ขันและความโรแมนติคแต่ก็ดึงเรากลับมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงในท้ายที่สุด ชอบพาร์ทย้อนเวลาตอนสุดท้ายที่มันบอกกับคนดูอย่างเราว่า ถึงแม้เราจะโหยหาอดีตแค่ไหนเราก็กลับไปเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ อย่างดีที่สุดที่เราพอจะทำได้ก็คือระลึกถึงช่วงเวลาที่เราเคยมีร่วมกันไม่ว่าจะสุขหรือเศร้า แล้วยิ้มให้กับความขมขื่นของชีวิตพร้อมก้าวต่อไปข้างหน้า ทิ้งอดีตไว้เบื้องหลัง อยู่กับปัจจุบันของเราให้ดีที่สุด แค่นั้นเอง