Thd Tale of Princess Kaguya ตำนานเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่

นิทานพื้นบ้านญี่ปุ่นเรื่องตำนานเจ้าหญิงกระบอกไม้ไผ่นี้เล่าถึงสองตายายที่อาศัยอยู่บนภูเขาเพียงลำพัง วันหนึ่งคุณตาซึ่งมีอาชีพตัดไผ่ขายเดินเข้าไปในป่าลึกแล้วได้เห็นแสงสว่างเรืองรองของต้นไผ่ต้นหนึ่งและพบกับทารกหญิงตัวเล็กจิ๋วนอนหลับอยู่ในนั้น เขาเก็บเธอกลับมาเลี้ยงแล้วตั้งชื่อให้ว่าคางุยะ ฮิเมะ (เจ้าหญิงแห่งราตรีอันเรืองรอง) เด็กหญิงคางุยะเติบโตขึ้นอย่างมีความสุขจนกระทั่งย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง ตาผู้เป็นพ่อพยายามทำทุกวิถีทางให้เธอกลายเป็น ‘เจ้าหญิง’ ตัวจริงให้ได้ ทั้งสร้างบ้านหลังใหญ่โตราวกับพระราชวัง จ้างคนรับใช้มากมาย รวมถึงครูผู้คอยสอนขนบธรรมเนียม ประเพณี และมารยาทที่กุลสตรีในสมัยนั้นพึงมีให้กับเธออีกด้วย เจ้าหญิงคางุยะต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิต ทั้งความรู้สึกแปลกแยก อึดอัด สับสน รวมไปถึงแรงกดดันมหาศาลจากความคาดหวังของผู้เป็นพ่อจนกระทั่งนำไปสู่บทสรุปที่คนดูอย่างเราคาดไม่ถึง

แสงสว่างอันริบหรี่ของผู้หญิงในสังคมที่ผู้ชายเป็นใหญ่

เจ้าหญิงคางุยะค่อยๆเปลี่ยนจากสาวน้อยที่สดใสร่าเริงเป็นคนเงียบขรึม เก็บตัว เพราะถูกกำหนดว่าการเป็นเจ้าหญิงที่ดีนั้นต้องอยู่ในกรอบของประเพณีและความประพฤติอันดีงาม เธอจึงจำใจต้องยอมทำตามกฎเกณฑ์ข้อบังคับทุกอย่างเพื่อเป็นเจ้าหญิงผู้เพียบพร้อมในแบบที่พ่อของเธอต้องการ คางุยะไม่มีความสุข ค่อยๆกลายเป็นร่างไร้วิญญาณที่ถูกชี้นำให้ทำในสิ่งที่เขาเห็นสมควร คุณยายผู้เป็นแม่ก็ได้แต่คอยปลอบโยนและเฝ้ามองดูความทรมานของลูกอย่างทุกข์ใจอยู่เงียบๆ คางุยะซึ่งเคยเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่เทพเจ้าประทานลงมาให้นั้นค่อยๆแปรสภาพไปเป็นสมบัติที่รอวันขาย ชื่อเสียงเงินทองทำให้ตาเปลี่ยนไป เขาลืมไปแล้วว่าตัวตนของเขาคือใคร เขาไม่ใช่คนที่ร้องไห้อย่างมีความสุขเมื่อเห็นลูกสาวเดินได้เป็นครั้งแรกอีกแล้ว แต่กลายเป็นคนเห็นแก่ตัวที่สนใจแต่ชื่อเสียง เงินทอง และหน้าตาทางสังคม ความสุขหรือความทุกข์ของคนที่เขารักไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป ฉากหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือฉากที่เจ้าหญิงคางุยะฝันว่าตัวเองวิ่งหนีกลับไปยังบ้านหลังเก่าบนภูเขาที่เธอจากมา เธอสลัดเสื้อผ้า เครื่องประดับ สัญลักษณ์แสดงสถานะของเจ้าหญิงทั้งหมดทิ้งไปตามทาง เหมือนกับว่าเธอไม่ต้องการมีความสุขจอมปลอมในฐานะเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ สิ่งที่เธอต้องการคือเป็นเด็กผู้หญิงธรรมดาคนเดิมที่มีความสุข มีอิสระกับชีวิตที่เลือกทางเดินเองได้ ในความฝันนั้นเป็นช่วงฤดูหนาวอันยาวนานที่หิมะปกคลุมท่วมทางเดินเต็มไปหมด แต่แล้วเธอกลับต้องแปลกใจเมื่อได้พบกับดอกซากุระ สัญลักษณ์แห่งฤดูใบไม้ผลิงอกงามอยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ เราว่ามันเป็นสัญลักษณ์ของความปรารถนา ความหวัง รวมถึงความสงสัยว่าตัวเธอจะสามารถกลับมามีความสุขเหมือนเดิมได้อีกหรือเปล่า แย่กว่านั้นคือตอนที่เธอตื่นขึ้นมาแล้วพบว่ามันเป็นแค่ความฝัน เธอยังคงต้องเผชิญหน้ากับโลกแห่งความเป็นจริงอันแสนโหดร้าย ความจริงที่เธอวิ่งหนีจากมันไปไม่ได้ เธอเป็นลูกสาวที่รักพ่อกับแม่มากเหลือเกินจนเราเศร้าที่พ่อของเธอไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังทำร้ายลูกสาวที่เขารักให้ต้องมีชีวิตอย่างเจ็บปวดมากมายแค่ไหน

“ความสุขของเธออยู่ที่การได้แต่งงานเป็นคนของเรา”

ดูถึงตรงนี้คือพีคมากกกก เพราะคำพูดนี้เป็นของจักรพรรดิญี่ปุ่น ผู้ชายที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศ แม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าหญิงคางุยะจะสามารถใช้ไหวพริบและสติปัญญาในการเอาตัวรอดจากการแต่งงานกับผู้ชายมากมายที่เดินทางมาสู่ขอเพียงเพราะหลงใหลในชื่อเสียงด้านความงดงามของเธอมาได้ตลอด แต่การมาถึงของจักรพรรดินั้นเป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เจ้าหญิงคางุยะหมดความอดทนจนไม่อาจทนอยู่บนโลกใบนี้ได้อีกต่อไป นาทีที่เขาแตะตัว เธอก็สามารถระลึกได้ทันทีว่าตัวตนที่แท้จริงของเธอคือเจ้าหญิงผู้มีต้นกำเนิดบนดวงจันทร์ และเมื่อถึงเวลาอันสมควรเมื่อไหร่คนจากดวงจันทร์จะเดินทางมารับตัวเธอกลับไปยังสถานที่ที่เธอจากมาทันที สิ่งที่เรามองเห็นจากแอนนิเมชั่นเรื่องนี้คือประเด็นเรื่อง ‘ความสุขของผู้หญิงคนหนึ่ง’ ทุกคนเอาแต่คอยบอกเจ้าหญิงคางุยะว่ารีบแต่งงานเข้าเถอะ เธอจะได้มีความสุขจริงๆกับเค้าสักที หรือจะแต่งงานกับใครไม่สำคัญหรอก ขอแค่คนๆนั้นเป็นสุภาพบุรุษ ฐานะดีพร้อม ดูแลเธอได้ เท่านั้นก็พอแล้วนี่นา ตรงนี้เราชอบความเป็นผู้หญิง Rebel Heart ของเจ้าหญิงคางุยะมากๆ แม้จะรักพ่อแม่แค่ไหนแต่เธอก็ไม่ยอมปล่อยให้ตัวเองต้องแต่งงานไปกับคนที่เธอไม่เคยรู้จักหรือเห็นหน้ามาก่อนอย่างเด็ดขาด! เธอเกิดมาเพื่อใช้ชีวิตที่เป็นของเธอเอง และคนที่จะกำหนดว่าความสุขที่แท้จริงของเธอคืออะไรนั้นก็คือตัวเธอเองเท่านั้นไม่ใช่คนอื่น แต่น่าเสียดายที่ต่อให้สตรองแค่ไหน ความสิ้นหวังในชีวิตก็ทำให้เจ้าหญิงคางุยะอธิษฐานถึงคนจากดวงจันทร์ว่าเธอไม่อยากอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไปแล้ว ในชั่วขณะนั้นที่เธอรู้ตัวว่าไม่อาจปฏิเสธเขาได้ เธอยอมแพ้โดยขอเลือก ‘ความตาย’ (การเดินทางกลับไปยังดวงจันทร์) นั่นเอง

“ขออีกสักครั้งที่ฉันจะได้มีโอกาสสนุกสนานกับการใช้ชีวิตบนโลกใบนี้”

เมื่อจำชาติกำเนิดที่แท้จริงของตัวเองได้พร้อมๆกับที่รู้ตัวแน่นอนแล้วว่าเธอจะต้องถูกนำตัวกลับไปยังดวงจันทร์ซึ่งเป็นสถานที่ที่เธอจากมา เจ้าหญิงคางุยะจึงเดินทางกลับไปยังหมู่บ้านบนภูเขาที่เธอเติบโตขึ้นมาอย่างมีความสุขอีกครั้งหนึ่ง เธอได้พบกับชายผู้เคยเป็นเพื่อนเล่นสมัยเด็กและอาจเรียกได้ว่าเป็นรักแรกของเธออีกครั้ง พวกเขาวิ่งเล่นไปในป่าด้วยกันอย่างมีความสุขเพียงเพื่อที่จะพบว่าทุกอย่างนั้นคือความฝัน ชายคนนั้นแต่งงานมีครอบครัวแล้ว พวกเขาไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ ทุกสิ่งทุกอย่างมันสายเกินไป เมื่อถึงกำหนดวันที่คนจากดวงจันทร์จะต้องเดินทางมารับตัวเจ้าหญิงคางุยะกลับ ตากับยายทราบก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อป้องกันไม่ให้เธอถูกรับตัวไปได้แต่สุดท้ายความพยายามนั้นก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง ก่อนจากกันพวกเขาร้องไห้เสียใจที่ไม่อาจรั้งเธอไว้ได้ (นี่ก็ร้องตามไปด้วย ?) โดยเฉพาะตาที่รู้สึกสำนึกผิดขึ้นมาในนาทีสุดท้ายที่ความเห็นแก่ตัวทำให้เขาต้องสูญเสียลูกสาวไปก่อนเวลาอันสมควร การจากไปอย่างไม่เต็มใจของคางุยะคือความรู้สึกผูกพันยึดติดกับความสุขทางโลกของมนุษย์ แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ความตายมาเยือน ต่อให้ใครจะฉุดรั้งด้วยวิธีไหนก็หนีสัจธรรมของชีวิตไปไม่พ้นอยู่ดี ฉากที่คางุยะใส่เสื้อคลุมและหันหลังให้พ่อกับแม่แล้วเธอก็สูญเสียความทรงจำทั้งหมดที่มีบนโลกใบนี้ไป ก็เหมือนกับความตายที่ทำให้เราหลุดพ้นจากทุกสิ่งบนโลก เมื่อเราตายไปทุกอย่างที่เคยมีความหมายครั้งยังมีชีวิตอยู่ก็พลอยดับสูญตามไปด้วย แต่ท้ายที่สุดแล้วเราก็ได้เห็นเจ้าหญิงคางุยะหันกลับมามองยังโลกมนุษย์ด้วยความเศร้าเหมือนกับว่าถึงจะลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปแล้ว แต่ความรู้สึกโหยหา ‘ชีวิต’ ที่เคยมีนั้นช่างเป็นสิ่งสวยงามจนยากที่จะไม่รู้สึกอะไร เหมือนกับว่าถ้าย้อนเวลากลับไปได้เธอคงอยากที่จะมีชีวิตต่อและใช้มันให้คุ้มค่าที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะทำได้

The Tale of Princess Kaguya เป็นแอนนิเมชั่นเรื่องแรกของ Studio Ghibli ที่ทำเราเสียน้ำตาจนได้ สิ่งที่เราชอบเป็นพิเศษคือเทคนิคการวาดโดยใช้พู่กันที่ทำให้โทนสีของภาพดูอ่อนหวานละมุนตาตลอดทั้งเรื่อง แต่พอถึงฉากที่ตัวละครรู้สึกโกรธแค้น อึดอัด หรือกดดัน ลายเส้นก็เปลี่ยนสลับมาเป็นเส้นหยาบๆคมๆดูแล้วแอบหลอนได้เหมือนกัน นอกจากนี้ตัวหนังยังเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แสดงผ่านงานศิลปะได้อย่างมีเอกลักษณ์ แถมแฝงไว้ด้วยปรัชญาศาสนาและบทเรียนอันลึกซึ้งสำหรับทุกๆคนกับคำถามที่ว่า ความสุขที่แท้จริงของคนเรานั้นคืออะไรกันแน่? สำหรับคางุยะคงไม่ใช่การได้เล่นเป็นเจ้าหญิงผู้สมบูรณ์แบบ เพียบพร้อมไปด้วยทรัพย์สมบัติและแต่งงานกับผู้ชายฐานะดีที่เธอไม่ได้รัก ถ้าเลือกได้เธอคงขอแค่ได้เป็นตัวของตัวเอง เป็นผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่งที่ได้มีความสุขอย่างเรียบง่ายกับการใช้ชีวิตร่วมกับคนที่เธอรัก ได้รับความเมตตาจากคนที่รักเธอ และได้มีอิสระเสรีทั้งทางร่างกาย ความคิด และจิตวิญญาณ